Social Story: หลักการและองค์ประกอบที่มีคุณภาพ พร้อมตัวอย่างที่นำไปใช้ได้

Social Story คือ “สะพานเชื่อม” ระหว่างการเรียนรู้ข้อเท็จจริงกับการซึมซับคุณค่าทางสังคม

            ในบทความที่แล้ว Social Story: การใช้เรื่องราวเพื่อเปลี่ยนวิธีคิด พฤติกรรม และสร้างคน ผมได้อธิบายว่า Social Story คือเครื่องมือการสอนทางสังคมที่ แคโรล เกรย์ (Carol Gray) ครูที่ดูแลเด็กที่มีภาวะออทิซึมสเปกตรัม ณ โรงเรียนรัฐบาลเจนิสันในรัฐมิชิแกน มีวัตุประสงค์เพื่อช่วยให้พวกเขาเข้าใจสถานการณ์ทางสังคมอย่างถูกต้องและปลอดภัย ในบทความนี้จะให้ความสำคัญกับหลักการและองค์ประกอบที่มีคุณภาพ พร้อมตัวอย่างที่นำไปใช้จริงได้

            ตามที่ แคโรล เกรย์ ผู้พัฒนาแนวคิดนี้ให้คำนิยามไว้ Social Story คือ เรื่องเล่าสั้น ๆ ที่มีโครงสร้างชัดเจน ใช้เพื่ออธิบายสถานการณ์ ทักษะ หรือแนวคิดทางสังคม โดยมุ่งให้ข้อมูลเชิงบรรยาย มุมมอง และข้อเท็จจริงแก่บุคคล เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและการตอบสนองที่เหมาะสม (Gray, 2010) โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อ 1) ให้ความเข้าใจ เกี่ยวกับเหตุการณ์หรือบริบททางสังคม 2) สร้างมุมมอง ต่อความคิดและความรู้สึกของผู้อื่น และ 3) สนับสนุนทักษะสังคมและพฤติกรรมเชิงบวก

            งานวิจัยของ Gray และ Garand (1993) พบว่า Social Story สามารถช่วยปรับปรุงทักษะทางสังคมของเด็กที่มีภาวะออทิสซึมสเปกตรัมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในพฤติกรรมที่ต้องอาศัยการรอ การเล่นร่วมกัน และการมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวก นอกจากนี้ งานของ Kokina และ Kern (2010) ยังยืนยันว่า การใช้ Social Story อย่างต่อเนื่อง และผสมกับการฝึกในสถานการณ์จริง ช่วยให้เด็กมีพฤติกรรมเหมาะสมเพิ่มขึ้น และลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ลง

องค์ประกอบของ Social Story ที่มีคุณภาพ

การสร้าง Social Story ให้มีคุณภาพและเกิดผลต่อการเรียนรู้ของเด็กโดยเฉพาะกับเด็กออทิซึมฯ จำเป็นต้องคำนึงถึงองค์ประกอบดังต่อไปนี้

            1) โครงสร้าง 4 ส่วน ประกอบด้วย

                1.1 ชื่อเรื่อง (Title) ควรระบุชื่อที่สั้น กระชับ และตรงกับสถานการณ์ เพื่อให้เด็กเข้าใจทันทีว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร

                1.2 บทนำ (Introduction) อธิบายสถานการณ์หรือบริบทที่เรื่องจะกล่าวถึง เช่น เวลา สถานที่ บุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือกิจกรรมหลัก จุดประสงค์คือเพื่อวางกรอบให้เด็กเห็นภาพรวมของเหตุการณ์

                1.3 เนื้อหา (Body) นำเสนอรายละเอียดของเหตุการณ์ตามลำดับที่ชัดเจน รวมถึงการใช้ประโยคประเภทต่าง ๆ (Descriptive, Perspective, Directive, Affirmative ฯลฯ) เพื่อสื่อสารข้อเท็จจริง มุมมอง และพฤติกรรมที่เหมาะสม โดยเนื้อหาควรผสมผสานความสมดุลระหว่างการบรรยายและการชี้นำ

                1.4 สรุป (Conclusion) ย้ำประเด็นสำคัญหรือผลลัพธ์ที่คาดหวัง เช่น การกระทำที่เหมาะสมหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากปฏิบัติตาม ทั้งนี้ควรกลับมาเชื่อมโยงกับชื่อเรื่อง เพื่อให้เด็กเข้าใจสาระสำคัญของเรื่องอย่างครบถ้วนและเป็นวงจรสมบูรณ์

Social Story คือ เรื่องเล่าสั้นๆที่มีโครงสร้างชัดเจน ใช้เพื่ออธิบายสถานการณ์ ทักษะ หรือแนวคิดทางสังคม

            2) ประเภทของประโยค เพื่อให้เรื่องราวมีความสมดุลและตอบโจทย์การเรียนรู้ ควรผสมผสานประโยคหลายประเภท ได้แก่

                - Descriptive: ใช้อธิบายข้อเท็จจริงหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้เด็กเข้าใจบริบทอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น “ในห้องเรียนมีเพื่อนหลายคนกำลังทำงานกลุ่ม”

                - Perspective: ถ่ายทอดมุมมอง ความรู้สึก หรือความคิดของผู้อื่น เพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้การมองโลกจากสายตาคนอื่น ตัวอย่างเช่น “เพื่อนรู้สึกดีเมื่อฉันฟังโดยไม่ขัดจังหวะ”

                - Directive (หรือ Coach): ชี้นำพฤติกรรมที่เหมาะสมหรือบรรยายพฤติกรรมที่ต้องการ บางครั้งสามารถให้เด็กเลือกทางเลือกได้ เช่น “เมื่อถึงเวลาว่าง ฉันอาจเลือกวาดรูป อ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมที่เงียบ ๆ”

                - Affirmative: สนับสนุนหรือย้ำคุณค่าของพฤติกรรมและแนวคิด เพื่อสร้างแรงจูงใจและความมั่นใจ เช่น “การรอคิวทำให้เพื่อน ๆ รู้สึกดีกับฉัน และทุกคนก็จะสนุกด้วยกัน”

                - Cooperative (หรือ Coach the Team): ระบุบทบาทของบุคคลอื่นที่สามารถช่วยเหลือเด็ก เพื่อสร้างความมั่นใจว่าพวกเขาไม่ได้อยู่คนเดียว เช่น “แม่จะช่วยฉันล้างจานถ้าฉันยังทำไม่เสร็จ ครูจะช่วยอธิบายหากฉันไม่เข้าใจบทเรียน”

            3) สัดส่วนประโยคบรรยายมากกว่าชี้นำ ควรรักษาสัดส่วน ประโยคเชิงบรรยายหรือมุมมอง (Descriptives or Perspective) ให้มากกว่า ประโยคชี้นำ (Directive) อย่างน้อย 2–5 เท่า เพื่อป้องกันไม่ให้ Social Story กลายเป็นคำสั่งสอน และยังคงเป็นการ “ให้ความเข้าใจมากกว่าการสั่งให้ทำ”

            4) การใช้ภาพ สัญลักษณ์ หรือสี เสริมภาพประกอบ สัญลักษณ์ หรือรหัสสี เพื่อช่วยให้เข้าใจง่าย โดยเฉพาะสำหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องด้านการสื่อสารหรือการอ่าน และภาพควรตรงกับสถานการณ์จริง และจัดวางสอดคล้องกับเนื้อหา

            5) การปรับให้เหมาะกับวัย ความสามารถ และบริบท ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายตามช่วงวัย ปรับความยาวของเรื่องให้สอดคล้องกับความสามารถในการจดจ่อของผู้เรียน ควรเลือกสถานการณ์และเนื้อหาที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์จริงของผู้เรียน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจและความเข้าใจ

ตัวอย่างที่ 1 การรอคิว

บทนำ

            ที่สนามเด็กเล่นมีเครื่องเล่นหลายชนิด (Descriptive)

            หลายคนอยากเล่นพร้อมกัน เด็ก ๆ มักจะต่อแถวเพื่อเล่นอย่างเป็นระเบียบ (Descriptive)

เนื้อหา

            เพื่อน ๆ รู้สึกดีและปลอดภัยเมื่อทุกคนรอคิวตามลำดับ ไม่แย่งกันเล่น (Perspective)

            เมื่อฉันอยากเล่น ฉันจะยืนรอคิวอย่างสงบ และเล่นต่อเมื่อถึงตาของฉัน (Directive)

            ถ้าฉันรู้สึกอยากเล่นทันที ฉันสามารถหายใจลึก ๆ และนับ 1–3 เพื่อช่วยให้ใจเย็นขึ้น (Directive)

สรุป

            การรอคิวทำให้เพื่อน ๆ รู้สึกดีกับฉัน และเราสามารถสนุกไปด้วยกันได้อย่างมีความสุข (Affirmative)

            คุณครูจะคอยช่วยเตือนฉันหากฉันลืมรอคิว (Cooperative)    

ตัวอย่างที่ 2 การฟังและยอมรับความคิดเห็นของเพื่อน

บทนำ

            ในห้องเรียน เพื่อน ๆ อาจมีความคิดและความคิดเห็นที่แตกต่างกัน (Descriptive)

            ไม่ว่าจะเป็นตอนทำงานหรือเล่นเกมร่วมกัน (Descriptive)

เนื้อหา

            เพื่อน ๆ จะรู้สึกดีถ้าฉันฟังโดยไม่ขัดจังหวะ และให้เขาพูดจนจบ (Perspective)

            ฉันอาจจะไม่เห็นด้วยกับทุกความคิดเห็น แต่ฉันสามารถเคารพความคิดของเขาได้ (Directive)

            โดยฉันจะพูดว่า “ฉันคิดไม่เหมือน แต่ฉันเข้าใจว่าเธอคิดแบบนี้” (Directive)

สรุป 

            การฟังและยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นช่วยให้เราทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น และทำให้เพื่อน ๆ มีความสุข (Affirmative)

            คุณครูและเพื่อน ๆ จะช่วยเตือนฉันเมื่อถึงเวลาที่ฉันควรฟังอย่างตั้งใจ (Cooperative)

            ผู้อ่านจะเห็นว่าทั้งสองตัวอย่างนี้มีครบทั้ง การบรรยายสถานการณ์ (Descriptive) มุมมองของผู้อื่น (Perspective) การชี้นำพฤติกรรม (Directive) การย้ำคุณค่า (Affirmative) และ การมีบทบาทสนับสนุนจากผู้อื่น (Cooperative) ซึ่งตรงกับหลักการของ Social Story ที่เน้นการสร้างความเข้าใจ ไม่ใช่การสั่งสอน

            แม้ว่า Social Story จะถูกพัฒนาขึ้นโดย แคโรล เกรย์ เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของเด็กออทิซึมฯ แต่แท้จริงแล้วพลังของมันก้าวข้ามขอบเขตนั้นไปไกลกว่ามาก เรื่องราวที่ใช้ภาษาง่าย ชัดเจน และมีโครงสร้างแบบเป็นระบบ ไม่เพียงช่วยเปิดโลกให้เด็กออทิซึมฯ เข้าใจสังคมรอบตัวได้ลึกขึ้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือปลูกฝังทักษะการมองจากมุมมองผู้อื่น การควบคุมตนเอง และการสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวกให้กับเด็กทุกคน

            กล่าวอีกนัยหนึ่ง Social Story คือ “สะพานเชื่อม” ระหว่างการเรียนรู้ข้อเท็จจริงกับการซึมซับคุณค่าทางสังคม เด็กทุกคนสามารถได้รับประโยชน์จากการเล่าเรื่องที่อธิบายสถานการณ์ มุมมอง และพฤติกรรมที่เหมาะสมอย่างสมดุล ดังนั้น พลังของ Social Story จึงไม่ได้อยู่ที่การช่วยเหลือเด็กออทิซึมฯ เพียงกลุ่มเดียว หากแต่เป็นเครื่องมือที่ช่วย

สร้างคนให้เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างงดงาม

อ้างอิง

Gray, C., & Garand, J. D. (1993). Social stories: Improving responses of students with autism with accurate social information. Focus on Autistic Behavior, 8(1), 1–10. https://doi.org/10.1177/108835769300800101

Kokina, A., & Kern, L. (2010). Social story interventions for students with autism spectrum disorders: A meta-analysis. Journal of Autism and Developmental Disorders, 40(7), 812–826. https://doi.org/10.1007/s10803-009-0931-0

ความคิดเห็น