ความพ่ายแพ้ไม่ได้ทำลายคุณค่าในตัวเขา และความเข้มแข็งไม่ได้หมายถึงการไม่รู้สึกเจ็บ
ผมอยากจะบันทึกประสบการณ์ของตนเองเอาไว้ ผมเป็นครูได้ 7 ปีแล้ว จะเรียกว่านานก็ได้ หรือจะสั้นก็ได้เช่นกัน มีหลายสิ่งที่ผมตระหนักรู้เกี่ยวกับหน้าที่นี้ คือ "ครูไม่ได้มีหน้าที่เป็นผู้ให้ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่หน้าที่สำคัญคือเติมเต็มศักยภาพของนักเรียน"
คำว่าศักยภาพ หมายถึง ความสามารถที่แฝงอยู่ในตัวบุคคล สิ่งของ หรือระบบ ซึ่งยังไม่ได้แสดงออกมาทั้งหมด แต่มีโอกาสที่จะพัฒนาหรือทำให้ปรากฏเป็นจริงได้ โดยที่แต่ละคนจะมีศักยภาพไม่เท่ากัน เป็นผลจาก ปัจจัยทางพันธุกรรม การเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อม ประสบการณ์ที่แตกต่างกัน รวมถึง ความถนัดเฉพาะตัวและบุคลิกภาพ และปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย
ดังนั้นนักเรียนแต่ละคนมีศักยภาพไม่เท่ากัน ย่อมมีขีดจำกัดทางการเรียนรู้ที่ต่างกันเช่นเดียวกัน ยิ่งผมเป็นครูการศึกษาพิเศษ ยิ่งเข้าใจเรื่องนี้อย่างดี ผมมีหน้าที่สอนนักเรียนที่มีภาวะออทิซึมเปกตรัม ซึ่งศักยภาพย่อมแตกต่างจากเด็กปกติทั่วไปอยู่แล้ว อันเป็นผลมาจากพฤติกรรมและกระบวนการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน
ศักยภาพในที่นี้ไม่ใช่เพียงเรื่องวิชาการอย่างเดียว แต่หมายรวมถึง ทักษะชีวิต ความฉลาดทางอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ ความสามารถในการแก้ปัญหา ภาวะผู้นำ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการปรับตัว ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถเรียนรู้ได้ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน
หน้าที่ของผมนอกเหนือจากการสอนในห้องเรียน ยังรวมถึงการพานักเรียนไปค่าย กิจกรรมอื่น ๆ นอกสถานที่และการทำหน้าที่ผู้ควบคุมทีมกีฬาเปตองของโรงเรียน
บทบาทเหล่านี้อาจไม่ได้อยู่ในคำอธิบายงานอย่างเป็นทางการ แต่กลับเป็นพื้นที่ที่การเป็น “ครู” ปรากฏชัดที่สุด ในค่ายพักแรม ผมไม่ได้สอนเนื้อหาวิชาใดเป็นพิเศษ แต่ได้เห็นนักเรียนในสภาพที่ใกล้ความเป็นตัวเองมากที่สุด
แน่นอนเมื่อเริ่มต้นมีนักเรียนหลายคนที่ไม่อยากจะเข้าค่าย แต่เมื่อจบจากค่ายไปแล้ว ทัศนคติของพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป เขาเริ่มมีทักษะชีวิตที่จะต่อยอดสร้างตัวเองในอนาคต บทบาทของผมในเวลานั้นไม่ใช่ผู้ให้คำตอบ แต่เป็นผู้ฟัง และเป็นผู้ประคับประคอง ซึ่งอาจจะแตกต่างกับการเป็นผู้ควบคุมทีมกีฬาเปตอง
ในสนามกีฬา บทเรียนยิ่งชัดเจนกว่า การแพ้ การชนะ ความกดดัน ความคาดหวัง ทั้งหมดเกิดขึ้นจริงในเวลาสั้น ๆ นักเรียนบางคนไม่เคยแพ้อย่างเปิดเผยมาก่อน ไม่เคยรู้ว่าความพยายามไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ หน้าที่ของผมจึงไม่ใช่เพียงอำนวยความสะดวกและประสานงานให้การแข่งขันกีฬาเป็นไปอย่างราบรื่น
แต่คือการช่วยให้เขาเรียนรู้ว่า ความพ่ายแพ้ไม่ได้ทำลายคุณค่าในตัวเขา และความเข้มแข็งไม่ได้หมายถึงการไม่รู้สึกเจ็บ ความผิดหวังจะทำให้พวกเขาเรียนรู้ ความพ่ายแพ้จะทำให้พวกเขาเติบโต สำหรับผมแล้วห้องเรียนไม่สามารถสอนสิ่งนี้ได้
บทบาทเหล่านี้ทำให้ผมเชื่อมากขึ้นว่า หน้าที่ของครูไม่ได้จำกัดอยู่ที่การถ่ายทอดความรู้ แต่คือการเป็นผู้ใหญ่ที่อยู่กับเด็กในช่วงเวลาที่ชีวิตกำลังสอนพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตในค่าย หรือจะเป็นสนามแข่งขันที่เต็มไปด้วยความร้อน และความกดดันอย่างที่พวกเขาไม่เคยพอเจอมาก่อน
แม้บทเรียนนั้นจะไม่ปรากฏในตำรา และไม่ถูกวัดผลด้วยคะแนนใด ๆ ก็ตาม
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น