มนุษย์สามารถอ่อนแอได้ โดยไม่สูญเสียคุณค่า และสามารถล้มได้ โดยไม่ต้องสูญเสียศักดิ์ศรี
จากบทความที่แล้วผมได้กล่าวถึงหน้าที่ของครูที่อยู่นอกห้องเรียน หนึ่งในนั้นคือการควบคุมทีมกีฬาเปตอง ซึ่งการควบคุมนี้หมายรวมถึงการบริหารทีมทั้งเงิน อาหาร การเป็นอยู่ และทรัพยากรต่าง ๆ รวมไปถึงการเป็นโค้ชกับนักเรียน (ในกรณีที่โค้ชมืออาชีพลงพร้อมกันทุกสนาม)
แน่นอนแบล็คกราวของผมคือครูการศึกษาพิเศษ ไม่ได้เติบโตมากับสนามกีฬา ไม่ได้มีประสบการณ์การแข่งขัน แต่เมื่อได้รับมอบหมายหน้าที่นี้มาแล้ว ก็พยายามอย่างเต็มที่ แม้จะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ฟิลของตนเองก็ตาม
เมื่อได้คลุกคลีกับกีฬาเปตองมากขึ้น ผมกลับค้นพบเสน่ห์บางอย่างที่ไม่คาดคิด กีฬานี้เรียบง่าย ไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ซับซ้อน เล่นได้ทุกเพศทุกวัย ทุกสถานที่ แต่ภายใต้ความเรียบง่ายนั้น คือความลึกซึ้งของสมาธิ การวางแผน และการจัดการกับอารมณ์
การโยนลูกเปตองหนึ่งครั้ง ต้องอาศัยการจดจ่อ การกะระยะ การตัดสินใจ และการยอมรับผลลัพธ์ ที่แม้จะโยนได้ดีแค่ไหนก็ตาม แต่ก็มีโอกาสที่จะโดนหินแล้วกระเด็นกระดอนไปทางอื่นได้ ไม่ต่างจากชีวิตจริง ที่เราทำได้ดีที่สุดในขณะนั้น แต่ไม่อาจควบคุมทุกอย่างได้ทั้งหมด
สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากที่สุดในบทบาทนี้ ไม่ใช่ชัยชนะ แต่คือวันที่นักเรียนได้เผชิญกับความพ่ายแพ้ ไม่ใช่เพราะผมอยากเห็นเด็กเสียใจ แต่เพราะผมรู้ว่าเด็กยุคนี้มีโอกาสเผชิญความล้มเหลวน้อยลงเรื่อย ๆ และเมื่อวันหนึ่งต้องเจอความผิดหวังจริง ๆ ในชีวิต เขาอาจไม่รู้จะวางหัวใจของตนเองไว้อย่างไร
เหตุผลหนึ่งที่ผมไม่กลัวความพ่ายแพ้ของเด็ก คือผมมีทักษะในการปลอบใจ ที่พัฒนามาจากประสบการณ์ชีวิต ผมคุ้นเคยกับอารมณ์ที่แตกสลาย กับน้ำตา ความโกรธ ความรู้สึกไร้คุณค่า และการค่อย ๆ ประคองใจให้กลับมายืนได้อีกครั้ง
แต่อีกเหตุผลที่สำคัญไม่แพ้กัน คือผมอยากให้เด็กได้ฝึกฝนทักษะชีวิตที่ไม่มีในตำรา การยอมรับความจริง การอยู่กับอารมณ์ที่ไม่สบาย การแพ้โดยไม่โทษตัวเองหรือผู้อื่น และการลุกขึ้นใหม่โดยไม่ต้องมีใครอุ้ม
ผมเรียกสิ่งนี้ว่า "ความเมตตาที่มีวิสัยทัศน์" การทำให้เด็กรู้สึกดีในทุกช่วงเวลาไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป แต่การทำให้พวกเขากล้ายืนอยู่กับความไม่สบายใจ โดยที่ครูไม่รีบแก้ ไม่รีบปลอบ และไม่รีบตัดสิน เป็นสิ่งที่ท้าทายและมีคุณค่าต่อพวกเขาอย่างมาก
ในบางวัน ความเมตตาอาจหมายถึงการให้กำลังใจ ในบางวันอาจหมายถึงการเงียบฟัง ในบางวันอาจหมายถึงการตั้งคำถามที่ทำให้เด็กต้องคิด และในบางวันอาจหมายถึงการไม่ช่วย แม้จะช่วยได้ เพราะรู้ว่าการไม่ช่วยในวันนั้น คือพื้นที่ให้เด็กได้ค้นพบพลังของตนเองเป็นครั้งแรก
ในช่วงเวลาเหล่านั้น เด็กไม่ได้ต้องการครูที่เก่งที่สุด แต่ต้องการครูที่ “ไม่หนีความจริง” และไม่ทำให้ความเจ็บปวดของเขากลายเป็นเรื่องน่าอาย
ความเมตตาที่มีวิสัยทัศน์ ไม่สามารถสอนได้โดยตรง จำเป็นจะต้องถ่ายทอดโดยใช้ประสบการณ์ ผลที่ได้คือพวกเขาจะเรียนรู้ว่า "มนุษย์สามารถอ่อนแอได้ โดยไม่สูญเสียคุณค่า และสามารถล้มได้ โดยไม่ต้องสูญเสียศักดิ์ศรี"
เมื่อผมมองย้อนกลับไป ผมไม่แน่ใจว่านักเรียนจะได้รับประสบการณ์ตามความปรารถนาของผมหรือไม่ แต่ผมหวังว่าเขาจะจำความรู้สึกหนึ่งได้ ความรู้สึกว่า ในวันที่เขาไม่สมบูรณ์ ยังมีครูคนนี้ที่เชื่อว่าเขาจะไปต่อได้
และหากสิ่งใดคือความหมายของการเป็นครูสำหรับผม มันคงไม่ใช่การผลิตเด็กที่พร้อมสำหรับการสอบ แต่คือการดูแลมนุษย์ตัวเล็ก ๆ ให้ค่อย ๆ เติบโตเป็นมนุษย์ที่ไม่กลัวชีวิต
แม้ในวันที่ชีวิตไม่อ่อนโยนกับพวกเขาเลยก็ตาม
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น