บันทึกประสบการณ์ครู: ค่าย ม.4 พื้นที่แห่งการเติบโต อัตลักษณ์สาธิตเกษตร

ทำอย่างไรให้นักเรียนในบ้าน ไม่รู้สึกว่า “ต้องแบกใครสักคน” แต่รู้สึกว่า “กำลังดูแลกันในฐานะทีม”

            หากมีคนถามว่าอะไรคือจุดเด่นของสาธิตเกษตร หรืออะไรคืออัตลักษณ์ของสาธิตเกษตรหนึ่งในสิ่งที่ผมจะตอบอย่างแน่นอน คือ ค่าย ม.4 

            ค่าย ม.4 คือสิ่งที่บุคลากรและอาจารย์ร่วมมือกันเสมือนยกโรงเรียนไปไว้ที่ค่าย ทุกอย่างบุคลากรและอาจารย์จะเป็นคนจัดการ และดำเนินงานเองทั้งหมด

            ในค่ายนี้ นักเรียนได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างเข้มข้น ตั้งแต่ระเบียบวินัย การทำงานเป็นทีม การให้กำลังใจและความสามัคคี การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การใช้พลังกายผ่านฐานกิจกรรมและการเดินทางไกล ไปจนถึงการแสดงละครและการแข่งขันกีฬา

            ทุกกิจกรรมไม่ได้มีเป้าหมายเพียง “ทำให้ผ่าน” แต่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เด็ก ๆ ได้ รู้จักตัวเอง รู้จักผู้อื่น และเรียนรู้การอยู่ร่วมกับความแตกต่าง

            นักเรียนทุกคนจะถูกแบ่งออกเป็นบ้าน บ้านนักเรียนชาย 10 บ้าน และบ้านนักเรียนหญิง 10 บ้าน แต่ละบ้านมีครูที่ปรึกษาคอยดูแล สนับสนุน ให้กำลังใจ และเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้นักเรียนได้ปรึกษาเมื่อเหนื่อย ท้อ หรือสับสน

            หน้าที่ของผมในค่ายนี้ คือครูการศึกษาพิเศษ ดูแลนักเรียนที่มีภาวะออทิซึมซึ่งกระจายอยู่ในหลายบ้าน  หลายคนอาจมองว่าหน้าที่ของครูการศึกษาพิเศษในค่าย คือการประกบตาม คอยช่วยเหลือเฉพาะตัวนักเรียนพิเศษให้ปลอดภัยและผ่านกิจกรรมไปได้ แต่ในความเป็นจริงบทบาทนี้ลึกและละเอียดกว่านั้นมาก

            การมีนักเรียนพิเศษอยู่ในบ้านหนึ่ง มักถูกมองว่าเป็น “ความเสียเปรียบ” ของบ้านนั้น ทั้งในเชิงเวลา พลังงาน และผลการแข่งขัน

            ดังนั้น หน้าที่สำคัญของครูการศึกษาพิเศษ ไม่ใช่เพียงการดูแลเด็กพิเศษ แต่คือ การสร้างอิทธิพลเชิงบวกให้กับทั้งบ้าน 

            ทำอย่างไรให้นักเรียนในบ้าน ไม่รู้สึกว่า “ต้องแบกใครสักคน” แต่รู้สึกว่า “กำลังดูแลกันในฐานะทีม” เต็มใจช่วยเหลือโดยไม่รู้สึกฝืน และยังได้รับประสบการณ์ค่ายอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากคำสั่ง แต่เกิดจาก บรรยากาศ ความไว้วางใจ และท่าทีของครูที่ปรึกษา 

            ครูการศึกษาพิเศษในค่าย ต้องให้ใจกับนักเรียนทั้งบ้าน ต้องสื่อสารให้เด็กเห็นคุณค่าของกันและกัน ต้องทำให้การช่วยเหลือไม่ใช่ภาระ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตร่วมกัน

            เมื่อเด็กในบ้านเริ่มเต็มใจ ความช่วยเหลือจะกลายเป็นการเรียนรู้ การแข่งขันจะไม่ใช่เรื่องแพ้ชนะอย่างเดียว แต่เป็นบทเรียนของการให้กำลังใจและยืนข้างกันในวันที่ไม่สมบูรณ์แบบ

            และในจุดนั้นเอง นักเรียนพิเศษไม่ได้เป็น “จุดอ่อนของบ้าน” แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ทำให้บ้านนั้นเติบโตขึ้นอย่างแท้จริง

            สุดท้ายแล้วประสบการณ์ในค่าย ม.4 ทำให้ผมยิ่งเชื่อว่า หน้าที่ของครูการศึกษาพิเศษ ไม่ใช่เพียงการดูแลเด็กเฉพาะกลุ่ม แต่คือการ ออกแบบความสัมพันธ์ และ สร้างพื้นที่ที่ทุกคนเรียนรู้จะอยู่ร่วมกับความแตกต่างได้อย่างปลอดภัย

            นี่คือสิ่งที่ผมพยายามทำอย่างเต็มที่ ในทุกปีที่ได้รับหน้าที่เป็นครูที่ปรึกษาในค่าย ม.4 ไม่ใช่เพราะมันง่าย แต่เพราะผมเชื่อว่ามันมีความหมาย และผมตั้งใจจะทำหน้าที่นี้ ต่อไปในปีนี้ ปีหน้า และปีต่อ ๆ ไป 

ในแบบของครูคนหนึ่ง ที่เชื่อว่า ค่ายไม่ได้เปลี่ยนแค่เด็ก แต่เปลี่ยนครูไปพร้อมกันเสมอ

ความคิดเห็น