ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือที่ เตรียมจิตใจของมนุษย์ให้เข้าใจโลกและผู้อื่น ผ่านการรับรู้ อารมณ์ ความคาดหวัง และความพร้อมในการตอบสนองต่อสถานการณ์ชีวิตจริงอย่างลึกซึ้ง
ทำไมเราถึงร้องไห้กับเรื่องราวของคนที่ไม่เคยมีอยู่จริง และทำไมเพียงฉากหนึ่งบนจอ ถึงทำให้หัวใจเต้นแรง ทั้งที่เรานั่งอยู่ในที่ปลอดภัย
คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของความบันเทิง หากแต่เป็นประเด็นทางจิตวิทยาโดยตรง Ed S. Tan นักจิตวิทยาภาพยนตร์เสนอว่า ภาพยนตร์ไม่ใช่แค่เรื่องเล่า แต่คือ “พื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์” ที่มนุษย์ใช้ทดลอง รับรู้ และทำความเข้าใจความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
ในบทความ A Psychology of the Film (2018) Tan อธิบายว่า ภาพยนตร์ทำงานกับจิตใจมนุษย์ในหลายระดับพร้อมกัน ไม่ใช่เพียงกระตุ้นอารมณ์แบบฉับพลัน แต่ค่อย ๆ จัดระเบียบประสบการณ์ภายในของผู้ชมอย่างเป็นระบบ
ประการแรกคือ การรับรู้ (Perception) ภาพ เสียง การตัดต่อ และจังหวะของภาพยนตร์ ชี้นำสายตาและความสนใจของผู้ชม ทำให้เราเลือกมอง เลือกรับรู้ และให้ความหมายกับบางสิ่งมากกว่าสิ่งอื่น การรับรู้จึงไม่เป็นกลาง แต่ถูกออกแบบให้เราเห็นโลกผ่านกรอบของเรื่องราว
ต่อมาคือ อารมณ์ (Emotion) ภาพยนตร์ไม่ได้เพียงกระตุ้นให้เรารู้สึก แต่ช่วยจัดวางอารมณ์ให้มีทิศทาง เราเรียนรู้ว่าเมื่อใดควรกลัว เห็นใจ โกรธ หรือหวัง อารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ปลอดภัย ทำให้ผู้ชมสามารถเปิดรับและสำรวจความรู้สึกของตนเองได้โดยไม่ต้องป้องกันตัว
องค์ประกอบสำคัญอีกประการคือ การคาดการณ์ (Anticipation) ผู้ชมไม่ได้ดูสื่อภาพยนตร์แบบเฉย ๆ แต่คาดเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ใครจะตัดสินใจอย่างไร และผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร กระบวนการคาดการณ์นี้เชื่อมโยงกับการคิดเชิงเหตุผล การวางแผน และการเข้าใจแรงจูงใจของผู้อื่น
ทั้งหมดนี้นำไปสู่สิ่งที่ Tan เรียกว่า ความพร้อมต่อการกระทำ (Action readiness) แม้ผู้ชมจะไม่ได้ลงมือทำจริง แต่อารมณ์และการคาดการณ์ที่เกิดขึ้นจะเตรียม “ท่าทีทางจิตใจ” ต่อโลก เช่น การเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น การตระหนักถึงผลของการตัดสินใจ หรือการทบทวนคุณค่าของตนเอง
ภาพยนตร์ คือ เครื่องมือที่ เตรียมจิตใจของมนุษย์ให้เข้าใจโลกและผู้อื่น
ด้วยเหตุนี้ Tan จึงเสนอว่า ภาพยนตร์ไม่ใช่เพียงสื่อที่ทำให้รู้สึก แต่เป็นเครื่องมือที่ เตรียมจิตใจของมนุษย์ให้เข้าใจโลกและผู้อื่น ผ่านการรับรู้ อารมณ์ ความคาดหวัง และความพร้อมในการตอบสนองต่อสถานการณ์ชีวิตจริงอย่างลึกซึ้ง
เมื่อเราดูภาพยนตร์ เราไม่ได้เป็นตัวละคร แต่เป็นพยาน เราเห็นความสูญเสียโดยไม่ต้องสูญเสียจริง เห็นความกลัวโดยไม่ตกอยู่ในอันตราย
อารมณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการฝึกระบบอารมณ์ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ นี่คือเหตุผลที่ภาพยนตร์เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเรียนรู้ด้านจิตวิทยา เพราะผู้เรียนสามารถรู้สึกได้ โดยไม่ถูกคุกคาม
ที่สำคัญกว่านั้น การดูภาพยนตร์คือการฝึก การอ่านใจผู้อื่น (Mindreading) อย่างต่อเนื่อง ผู้ชมพยายามตีความว่า ตัวละครกำลังคิดอะไร ทำไมจึงตัดสินใจเช่นนั้น และกำลังรู้สึกอย่างไร ทั้งที่ไม่ได้พูดออกมา
กระบวนการนี้ทำให้ภาพยนตร์กลายเป็น ห้องเรียนของความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ที่ไม่ต้องอาศัยการสอนตรง ๆ แต่เกิดจากการมีส่วนร่วมทางอารมณ์
Tan ยังชี้ให้เห็นว่า ผู้ชมไม่ได้ “อิน” ตลอดเวลา เราสลับไปมาระหว่างการอินทางอารมณ์ (Engaged viewing) และการถอยออกมามองอย่างมีระยะ (Detached viewing) ซึ่งการสลับนี้ทำให้ภาพยนตร์เป็นสื่อที่ช่วยให้ผู้เรียน รู้สึกและคิดไปพร้อมกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาพยนตร์ดี ๆ ไม่ได้จบแค่ในโรง แต่ยังตามเรากลับมาคิดทบทวนชีวิตของตนเอง
ในโลกที่การสื่อสารเต็มไปด้วยความขัดแย้ง การใช้ภาพยนตร์สอนจิตวิทยาจึงมีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะมันเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกเข้าใจอารมณ์ ฝึกความเห็นอกเห็นใจ และฝึกมองโลกผ่านมุมมองของผู้อื่น โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากันตรง ๆ
สำหรับผมแล้วเหตุผลที่เรายังต้องการภาพยนตร์ ไม่ใช่เพราะอยากหนีโลกความจริง แต่เพราะเรากำลังใช้มันเป็น เครื่องมือฝึกใจ
เพื่อเข้าใจโลกความจริงและเข้าใจมนุษย์ได้ลึกซึ้งมากขึ้น
อ้างอิง
Tan, E. S. (2018). A psychology of the film. Palgrave Communications, 4(1), 1-20. https://doi.org/10.1057/s41599-018-0111-y
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น