"หลายคนเข้าใจผิดว่าการปล่อยวางคือการถอดใจ หรือความขี้เกียจที่ทำให้เราละทิ้งหน้าที่ แต่ในความเป็นจริง การปล่อยวางคือการทำเหตุให้ดีที่สุด แล้วยอมรับว่าผลลัพธ์ไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปเอามันมาได้ตามใจชอบ"
ในโลกที่ทุกอย่างต้องเร็วและต้องได้ดั่งใจ เส้นชัยหรือเป้าหมายจึงกลายเป็นเป้าปรารถนา จนลืมไปว่าหัวใจของการประสบความสำเร็จคือการปรับสมดุลของใจให้พอดี
การปรับสมดุลของใจให้พอดี เป็นเรื่องที่บุคคลสำคัญหลายคนกล่าวถึง เพราะการจะมีชีวิตที่มุ่งไปสู่เป้าหมายเพียงอย่างเดียว หรือทำงานเพียงอย่างเดียว ไม่มีทางเพียงพอ แต่จะต้องหาจุดสมดุลระหว่างการมีความสุข เพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด
วันนี้เราจะไม่ได้กล่าวถึงการหาสมดุลของการทำงานและความสุข แต่เราจะมีพูดถึง "ความสำเร็จในจังหวะที่ปล่อยวาง" เหมือนกับเรื่องราวของบุคคลสำคัญในพุทธประวัติที่ชื่อว่า "พระอานนท์"
พระอานนท์ คือพระสนิทพุทธอนุชาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์พุทธศาสนา ท่านเป็นเลขาฯ ส่วนพระองค์ และเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งพุทธอุปัฏฐาก (พระภิกษุผู้ทำหน้าที่ดูแล ปรนนิบัติรับใช้พระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิด)
ด้วยคุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่ง ท่านมีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด มีความจำเป็นเลิศจนได้รับการยกย่องว่าเป็นพหูสูต (ผู้ได้ฟังมามาก หรือผู้คงแก่เรียน)
และที่สำคัญที่สุดคือความกตัญญูและการอุทิศตน ท่านยอมรับเงื่อนไขการทำงานที่ยากลำบากเพื่อดูแลพระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิดที่สุดตลอด 25 ปีสุดท้ายก่อนปรินิพพาน จนเปรียบเสมือน "คลังธรรมเคลื่อนที่" ที่คอยรักษาคำสอนทั้งหมดเอาไว้ให้พวกเราจนถึงทุกวันนี้
แม้จะมีความรู้ท่วมท้นและอยู่ใกล้ชิดต้นกำเนิดแห่งปัญญาที่สุด แต่ด้วยความสิเน่หาหรือความรักอันบริสุทธิ์ที่มีต่อพระพุทธเจ้า เมื่อถึงคราวที่พระองค์ปรินิพพาน พระอานนท์จึงตกอยู่ในความเศร้าโศกอย่างหนัก ท่านมีความอ่อนไหว และต้องเผชิญกับสภาวะใจสลายเมื่อที่ยึดเหนี่ยวเพียงหนึ่งเดียวหายไป
| พระอานนท์เปรียบเสมือน "คลังธรรมเคลื่อนที่" ที่คอยรักษาคำสอนทั้งหมดเอาไว้ให้พวกเราจนถึงทุกวันนี้ |
มีข้อสันนิฐานว่า แม้พระอานนท์จะเป็นผู้มีปัญญามาก แต่ด้วยความที่เป็นผู้ดูแลใกล้ชิดพระองค์ จึงเกิดความผูกพัน ด้วยเหตุนี้ท่านจึงไม่สามารถบรรลุพระอรหันต์ได้ตลอดระยะเวลา 25 ปี ที่ดูแลพระพุทธองค์
ในหนังสือ BUDDHIST HOLY DAY หนีตามพระพุทธเจ้า เล่าว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระมหากัสสปะเสนอไอเดียกับคณะสงฆ์ว่าจะทำสังคายนาพระธรรม-วินัย โดยรวบรวมพระอรหันต์ผู้แตกฉาน มีปัญญามาก จำเก่งมา 500 รูป เพื่อสวดพร้อมกันและจดจำพระธรรมคำสอนของพุทธะไว้
พระมหากัสสปะและคณะสงฆ์ได้พระอรหันต์มาแล้ว 499 รูป โดยพระมหากัสสปะจะเป็นคนตั้งคำถาม และมีพระอุบาลีเป็นคนตอบด้านพระวินัย ส่วนด้านพระสูตรตั้งใจจะให้พระอานนท์เป็นคนตอบ ติดอยู่อย่างเดียวคือ พระอานนท์ยังไม่ใช่พระอรหันต์ เป็นเพียงพระโสดาบัน
แต่ในที่ประชุมสงฆ์ก็เคาะแล้วว่าจะให้พระอานนท์เข้าร่วมสังคายนา เพราะท่านเป็นผู้ใกล้ชิดพุทธะที่สุด ได้รับฟังเรื่องราวมากสุด ทั้งยังจดจำได้อย่างแม่นยำ
ในคืนก่อนการสังคายนาพระอานนท์เลยเร่งปฏิบัติธรรมรัว ๆ ทั้งนั่งสมาธิ เดินจงกรม มีสติในกาย สลับไปมาตลอดทั้งคืน ความกดดันนี้กลายเป็นกำแพงสูงที่ขวางกั้นความสำเร็จของท่าน
พอไม่บรรลุอรหันต์เสียที ท่านยิ่งทำก็ยิ่งเครียด อึดอัด เหมือนพอตั้งใจมาก ๆ มีความเพียรมากเกินพอดีก็ฟุ้งซ่าน จนกระทั่งรุ่งเช้ามาถึงพระอานนท์คงคิดว่าไม่น่าทันละ เช้าแล้ว ไหน ๆ ก็ไหน ๆ นอนพักเอาแรงสักหน่อยดีกว่า
ในจังหวะที่ท่านกำลังจะเอนกายลงนอน เท้าพ้นพื้นแล้วแต่ศีรษะยังไม่ถึงหมอน จิตที่คลายจากความอยากบรรลุ (ตัณหา) กลับเข้าสู่สภาวะสมดุลที่สุด
ในเสี้ยววินาทีที่ท่านไม่ได้ "ยึด" อะไรเลยนั่นเอง ท่านจึงเข้าถึงสภาวะพระอรหันต์ กลายเป็นพระอรหันต์รูปเดียวในประวัติศาสตร์ที่บรรลุธรรมในอิริยาบถที่ไม่ใช่ ยืน เดิน นั่ง หรือนอน
เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน
บทเรียนของพระอานนท์สอนคนในปัจจุบันอย่างลึกซึ้งว่า "จิตที่มุ่งผลลัพธ์มากเกินไป ยากจะไปถึง" ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่เครียดกับข้อสอบ นักศึกษาที่แบกความหวังในงานวิจัย หรือคนทำงานที่วิ่งไล่ตาม KPI การจดจ่อที่เส้นชัยมากเกินไปมักทำให้เรามองไม่เห็นทางเดินตรงหน้า และทำให้ใจเต็มไปด้วยความฟุ้งซ่าน ซึ่งเราสามารถนำหลักการนี้มาปรับใช้ได้กับทุกมิติของชีวิตผ่าน 3 กุญแจสำคัญ
ความตั้งใจ (Will) เราจำเป็นต้องมีความตั้งใจในตอนแรกเพื่อกำหนดทิศทางว่าเราจะทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร เหมือนที่พระอานนท์ตั้งเป้าหมายในการบรรลุธรรม
กระบวนการ (Process) เมื่อมีทิศทางแล้ว หน้าที่ของเราคือการจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำในปัจจุบันให้ดีที่สุด ทุ่มเทรดน้ำพรวนดินให้กับเหตุที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มกำลัง
การปล่อยวาง (Letting go) เมื่อทำเหตุได้ดีที่สุดแล้ว เราต้องหัดยอมรับและวางใจในผลลัพธ์ที่จะตามมา เพราะการปล่อยวางไม่ใช่การละทิ้งหน้าที่ แต่คือการเลิกยึดติดจนเกิดความทุกข์
ในยุคที่ทุกคนต้องหนีตามความสำเร็จเหมือนที่ พี่โจ้บองโก้ (นทธัญ แสงไชย) เขียนไว้ในหนังสือ BUDDHIST HOLY DAY หนีตามพระพุทธเจ้า ว่า "เรื่องพระอานนท์อาจสอนเราได้ว่า บางอย่างยิ่งอยากได้ยิ่งไม่ได้มา แต่หากตั้งใจเต็มที่แล้ว เมื่อเราผ่อนคลาย สิ่งที่หมายอาจได้มาโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้"
เพราะความสำเร็จมักจะมาหาเราเองในจังหวะที่เราพร้อมที่สุด ไม่ใช่จังหวะที่เราอยากได้มันที่สุดนั่นเอง
อ้างอิง
นทธัญ แสงไชย และ ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์. (2568). BUDDHIST HOLY DAY หนีตามพระพุทธเจ้า. แซลมอน.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น