สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การบอกว่าเจนฯ ไหนทุกข์กว่าเจนฯ ไหน แต่อยู่ที่การยอมรับว่า ทุกคนต่างมีบริบทของชีวิตที่ต้องแบกรับ และทุกคนต่างกำลังพยายามทำความเข้าใจโลกในแบบของตัวเอง
ทุกวันนี้เราเห็นหัวข่าวประเภท “Gen Z เครียด โดดเดี่ยว สิ้นหวัง” หรือ “วิกฤตสุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่” บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ จนมีบทความแนวดูแลใจหรือ Self-healing เกิดขึ้นมากมาย กลายเป็นคอนเทนต์สำเร็จรูปที่ผลิตซ้ำความเศร้า ความโดดเดี่ยว และความเปราะบางในรูปแบบเดิม ๆ จนดูเหมือนว่าความทุกข์กลายเป็นสิ่งที่ถูกทำให้สวยงามเพื่อเรียกยอดอ่าน มากกว่าจะเป็นเรื่องที่ถูกทำความเข้าใจอย่างจริงจัง
ผมเป็นคนหนึ่งที่รำคาญบทความเยียวยาบางประเภท โดยเฉพาะบทความที่พยายามบอกว่า Gen Z คือเจนเนอเรชันที่มีปัญหาสุขภาพจิตมากที่สุด โดดเดี่ยวที่สุด หรือสิ้นหวังที่สุด แน่นอนว่าปัญหาของคนรุ่นใหม่มีอยู่จริง และไม่ควรถูกมองข้าม แต่การเล่าเรื่องซ้ำ ๆ จนเหมือนทั้งเจนเนอเรชันถูกนิยามด้วยความเปราะบาง ก็อาจทำให้เราเผลอมองคนรุ่นหนึ่งผ่านภาพเหมารวม มากกว่ามองที่ลักษณะบริบทของพวกเขา
สำหรับผมแล้ว บางทีคนรุ่นใหม่ไม่ได้เปราะบางอย่างที่สื่อพยายามเล่าเสมอไป พวกเขาแค่เติบโตในโลกที่ความกดดันถูกมองเห็นชัดขึ้น พูดถึงง่ายขึ้น และถูกขยายผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้นเท่านั้นเอง และเมื่อคิดให้ลึกลงไป ทุกเจนเนอเรชันต่างมีความจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนของตัวเอง
| ทุกเจนเนอเรชั่นต่างมีความทุกข์ของตัวเอง |
Gen Z อาจเผชิญความไม่แน่นอนของโลกดิจิทัล ความเปรียบเทียบในโซเชียลมีเดีย และอนาคตที่คาดเดายาก แต่ Gen Y อย่างผมก็ไม่ได้มีชีวิตที่ง่ายหรือมีความสุขตลอดเวลา ซึ่งผมก็เชื่อว่าคนรุ่นก่อนก็มีความกดดันในแบบของเขาเช่นกัน เพียงแต่บริบทของความทุกข์ต่างกัน ไม่ได้แปลว่าความทุกข์ของใคร “จริงกว่า” หรือ “หนักกว่า” เสมอไป
ปัญหาคือ เมื่อสังคมพยายามอธิบายมนุษย์ผ่านป้ายชื่อของเจนเนอเรชันมากเกินไป ความทุกข์ก็เริ่มกลายเป็น การเหมารวม (Stereotype) และเมื่อความเหมารวมเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำในระบบเศรษฐกิจแห่งความสนใจ (Attention economy) ความทุกข์ก็อาจกลายเป็นสินค้า เป็นคอนเทนต์ เป็นพาดหัวที่ถูกออกแบบมาให้คนหยุดอ่าน กดแชร์ หรือรู้สึกสะเทือนใจชั่วคราว มากกว่าจะช่วยให้เราเข้าใจชีวิตของกันและกันอย่างลึกซึ้งขึ้น
แต่ความทุกข์ไม่ใช่เอกลักษณ์ของเจนเนอเรชันใดเจนเนอเรชันหนึ่ง มันคือธรรมชาติของมนุษย์ เราทุกคนต่างมีวันที่เศร้า เหนื่อย โดดเดี่ยว ไม่มั่นใจ หรือรู้สึกว่าชีวิตไม่เป็นไปตามที่หวัง และในขณะเดียวกัน เราก็ยังมีวันที่มีความสุข มีความหวัง ได้หัวเราะกับเรื่องเล็ก ๆ และพบแสงสว่างบางอย่างในชีวิต
ชีวิตจึงคล้ายกับประโยคในนิยาย 1Q84 ของฮารูกิ มูราคามิ ที่ว่า “ที่ใดมีแสงสว่างก็ย่อมมีเงา และที่ใดมีเงา ก็ย่อมมีแสงสว่าง ไม่มีเงาที่ปราศจากแสงสว่าง และไม่มีแสงสว่างที่ปราศจากเงา” ประโยคนี้เตือนเราว่า ความสุขและความทุกข์ไม่ได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์มนุษย์ที่เคลื่อนไหวไปมาระหว่างแสงและเงา
ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องโลกสวยเกี่ยวกับความทุกข์จนทำให้มันดูงดงามเกินจริง และไม่จำเป็นต้องทำให้ความทุกข์กลายเป็นสิ่งธรรมดาจนมันหมดความหมาย สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การบอกว่าเจนฯ ไหนทุกข์กว่าเจนฯ ไหน แต่อยู่ที่การยอมรับว่า ทุกคนต่างมีบริบทของชีวิตที่ต้องแบกรับ และทุกคนต่างกำลังพยายามทำความเข้าใจโลกในแบบของตัวเอง
บางที เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจคนอื่นผ่านคำว่า Generation Baby Boomer, X, Y หรือ Z เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการยอมรับว่า
เราทุกคนไม่ว่าจะเกิดในยุคไหน ต่างกำลังพยายามใช้ชีวิตให้ดีที่สุดในแบบของตัวเอง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น