แม้มนุษย์จะเหนื่อยล้า ผิดหวัง หรือหลงทางแค่ไหน หัวใจของเราก็ยังเฝ้ารอบางอย่างอยู่เสมอ บางคนรอการให้อภัย บางคนรอใครสักคนกลับมา บางคนรอวันที่ตัวเองจะยิ้มได้โดยไม่ฝืน
สารภาพนะครับว่าผมคิดชื่อบทความนี้ยากมาก และผมก็ไม่อยากให้ AI ช่วย เพราะกลัวสมองจะฝ่อไปเสียก่อน หลายครั้งผมตั้งชื่อบทความเป็นธงเอาไว้ แล้วเขียนเนื้อเรื่อง หลังจากนั้นจะได้ชื่อบทความที่เป็น Final แต่บทความนี้ผมตั้งชื่อเป็นธงเอาไว้แล้วไม่เปลี่ยนแปลง เพราะมันตรงกับความรู้สึกของผมมากที่สุดแล้ว
ในบทความที่แล้วผมเขียนบทความชื่อ "ชีวิตมีขึ้นมีลง (Life has its ups and downs) แค่เราจะต้องไม่ลืมว่า สักวันมันจะต้องกลับขึ้นมาอย่างแน่นอน" สิ่งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นสัจธรรม พวกเรารู้กันดีว่า "ชีวิตมีขึ้นก็ต้องมีลง เช่นเดียวกันมีลงก็ต้องกลับมาขึ้นได้"
แต่จากประสบการณ์ชีวิตและความรู้ทางด้านจิตวิทยา ทำให้ผมตระหนักว่า ชีวิตมันไม่ได้แบ่งเป็นช่วง กล่าวคือ มันไม่ได้เป็นช่วงขึ้น และช่วงลง เพราะมนุษย์สามารถ มีความหวัง เศร้า คิดถึงอดีต กลัวอนาคต และยังรักใครบางคนอยู่ "ทั้งหมดพร้อมกันได้" เหมือนคนที่ยังมีบาดแผล แต่เริ่มยิ้มได้อีกครั้ง มันจึงเหมือนกับเส้นหยักไปมา เหมือนกราฟหุ้นในช่วงสงครามอ่าว
ไอเดียนี้เกิดจากการดูซีรี่เรื่อง We Are All Trying Here ตัวละครฮวังจินมัน (พี่ชายพระเอก) คนที่เคยใช้ความเจ็บปวดสร้างบทกวี จนวันหนึ่งความเจ็บปวดนั้นกัดกินตัวเขาเองเสียจนไม่อยากเขียนอะไรอีก แต่แล้วความหวังก็เกิดขึ้นมา เมื่อเขาได้พบลูกสาวอีกครั้ง นั่นจึงทำให้บทกวีของเขาพูดว่า “ฤดูใบไม้ผลิ รออยู่เสมอ”
| ชีวิตเหมือนฤดูกาลที่ซ้อนทับกัน เมื่อมีน้ำตา ก็สามารถยิ้มได้แม้จะเป็นช่วงเวลาเดียวกันก็ตาม |
เพราะแม้มนุษย์จะเหนื่อยล้า ผิดหวัง หรือหลงทางแค่ไหน หัวใจของเราก็ยังเฝ้ารอบางอย่างอยู่เสมอ บางคนรอการให้อภัย บางคนรอใครสักคนกลับมา บางคนรอวันที่ตัวเองจะยิ้มได้โดยไม่ฝืน
สำหรับผมคือการรอให้หัวไหล่ที่แตกของคุณแม่หายดี รอกล้ามเนื้อฟื้นตัว ซึ่งการรอเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราทำอะไรไม่ได้ การให้อภัยของใครบางคน การรอใครสักคนกลับมา หรือรอวันที่ตัวเองจะยิ้มได้โดยไม่ฝืน มันเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ไม่ต่างอะไรกลับการรอเธอหรือเขาคนนั้นกลับมารักเราอีกครั้ง
แน่นอนการรอสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ มันเป็นความหวัง ปนกับความเศร้า แต่ในขณะชั่วเวลาแห่งการรอคอย เราก็สามารถยิ้มหัวเราะกับเพื่อนในตอนกลางวันได้ หรือแม้กระทั่งหัวเราะหัวค่ำ แต่ร้องไห้คนเดียวก่อนนอนก็ได้เช่นเดียวกัน
เราอาจพูดว่า “ไม่เป็นไร” ทั้งที่ข้างในยังแตกสลายอยู่บางส่วน อาจยังเดินต่อ ทั้งที่ไม่ได้หายเจ็บจริง ๆ หรือยังคงรอคอยใครสักคนแม้ชีวิตจะหมดหวังไปแล้วหลายสิ่งหลายอย่าง
ผู้อ่านอาจจะคิดว่า การมีอารมณ์เหล่านี้ขึ้น ๆ ลง ๆ ในทั้งวัน คือการไม่โต หรือไม่มีวุฒิภาวะมากพอ แต่จริง ๆ แล้วการเติบโตคือการรู้ตนว่า "อารมณ์เหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ และมันไม่เป็นไร"
เพราะการเติบโตของมนุษย์ก็ไม่ใช่หยุดร้องไห้ หายเศร้า มีความหวัง หยุดคิดถึงอดีต หรือมองไปข้างหน้า เพราะมันคือการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับมัน ใช้ชีวิตร่วมกับความอ่อนแอ ใช้ชีวืตร่วมกับความที่เราไม่ได้สมบูรณ์แบบ
แล้วข้อคิดนี้มันสอนอะไร มันช่วยอะไรได้บ้าง ผมเชื่อว่าการที่เราตระหนักรู้อยู่เสมอว่า ชีวิตคือฤดูกาลที่ซ้อนทับกัน มีทั้งลบและบวก มีทั้งสุขและเศร้า ไปพร้อม ๆ กันในช่วงเวลาหนึ่ง มันไม่ได้หมายความว่า วันหนึ่งเรามีความสุข แล้วอีกวันเราจะเศร้า
แต่มันหมายความว่าขณะหนึ่งเราสุข แล้วอีกขณะหนึ่งเราสามารถเศร้าได้ ไปจนถึงความหน่วงระหว่างความสุขและความเศร้าก็ได้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น คนรักเก่าที่เลิกรากันไปทั้งที่เรายังรักเขามาก ไปมีรักครั้งใหม่กับคนที่ดี
เราสามารถจะทั้งมีความสุข ยินดี เศร้า ไปจนถึงมีความรู้สึกที่จะทำลายอีกฝ่ายได้เช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่ผมมักจะสอนนักเรียนและทุกคนที่พบเจอเสมอว่า "มนุษย์ไม่ได้สมบูรณ์แบบ" เราสามารถมีความคิดที่ประหลาดไปจนถึงรุนแรงได้ แต่สิ่งสำคัญคือ "เราเลือกจะทำอะไรต่างหาก"
ผู้อ่านอาจจะกำลังอยู่ในฤดูใบไม้ร่วงที่แห้งเหี่ยวแล้วกำลังเตรียมรับกับความเศร้าในฤดูหนาว พร้อมกับตั้งตารอฤดูใบไม้ผลิที่เหมือนเกิดใหม่ แต่สิ่งที่บทความนี้พยายามจะสื่อก็คือ
ฤดูหนาวที่เยือกเย็นมันอาจจะไม่ได้แย่เสมอไป เราสามารถยิ้มและหัวเราะไปกับหิมะที่แสนจะงดงามแต่ก็เยือกเย็นจับหัวใจได้เช่นกัน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น