ผมได้หยุดให้งานเป็นตัวนิยามคุณค่าของชีวิต แต่ผมเลือกที่จะนิยามงานใหม่แทน
"งานนี้แม้งโครตเฮงซวย" นี่คือประโยคยอดฮิตของเพื่อนผมทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสายคอมพิวเตอร์ ครู วิศวะ ฝ่ายบุคคล หรือบัญชี น้อยครั้งมากที่ผมจะพบกับคนที่บอกว่าตนเองรักงาน หรืองานที่ทำมันสนุกมาก
ผมเองก็เป็นอีกหนึ่งคนเช่นกัน ที่ไม่ได้มองว่างานครูมันสนุก หรือมันดีมากมายขนาดนั้น แน่นอนครูเป็นหน้าที่ที่มีคุณค่า และเป็นงานที่มีความหมายในตัวของมันเอง (ไม่ต้องพยายามค้นหาความหมายเป็นพิเศษ) แต่เมื่อเผชิญกับความเครียด และความกดดัน ก็ทำให้งานของผมมันช่างโหดหินเหลือเกิน
แต่ผมสามารถรับผิดชอบทั้งผลงาน ทั้งเรียนปริญญาเอก ทั้งดูแลแม่ที่ป่วย แล้วยังมีเวลาเขียนบทความ ทำวิจัยได้ "ทำได้อย่างไร" คำตอบของผมนอกเหนือจากการจัดการเวลาและงานแล้ว ยังเป็นเรื่องของ การบริหารความหมายของชีวิต ด้วย
ความเข้าใจของทุกคนคือ การมองว่างานที่ได้เงินเดือนคือ “งานหลัก” ส่วนการอ่าน การเขียน หรือการศึกษาสิ่งใหม่ ๆ เป็นเพียง "งานอดิเรก" ที่ทำเมื่อมีเวลาว่าง
ผมก็เช่นเดียวกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะในช่วงที่ชีวิตเต็มไปด้วยภาระ ทั้งการทำงาน การเรียน การดูแลแม่ที่ป่วย และอุปสรรคอีกมากมาย ผมเริ่มสังเกตว่าสิ่งที่ทำให้ผมเหนื่อยที่สุด ไม่ใช่จำนวนงาน แต่คือการที่ผมนำคุณค่าของตนเองไปผูกไว้กับงานหลักที่ได้เงินเดือนมากเกินไป
| สิ่งที่ทำให้เหนื่อยที่สุด ไม่ใช่จำนวนงาน แต่คือการนำคุณค่าของตนไปผูกไว้กับงานหลักมากเกินไป |
ผมเชื่อว่าทุกคนเคยเผชิญความรู้สึกที่ว่า "เมื่อวันที่งานหนัก เราก็รู้สึกว่าชีวิตมันหนัก เมื่อวันที่งานมีปัญหา เราก็รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว เมื่อวันที่ระบบไม่เป็นอย่างที่หวัง เราก็เริ่มสงสัยในคุณค่าของตนเอง"
จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมได้ลองเปลี่ยนวิธีคิด แม้จะไม่ได้ลาออกจากงาน ไม่ได้ลดความรับผิดชอบ ไม่ได้ย้ายหน้าที่ หรือไม่ได้ทำงานน้อยลง แต่ผมเปลี่ยนแค่ "มุมมอง"
มุมมองในที่นี้คือวิธีการมองงานของตนเอง โดยผมเริ่มมองว่าการอ่าน การเขียน การศึกษาจิตวิทยา การศึกษาพิเศษ และการสร้างองค์ความรู้ต่างหาก คือ “งานหลัก” ของชีวิต
ส่วนงานที่ได้รับเงินเดือน เป็นเพียง “งานที่ทำให้ผมสามารถทำงานหลักเหล่านั้นต่อไปได้” ผลที่เกิดขึ้นงานประจำไม่ได้เบาลงเลย แต่ความรู้สึกที่มีต่องานกลับเบาลงอย่างมาก
กล่าวคือ ผมได้หยุดให้งานเป็นตัวนิยามคุณค่าของชีวิต แต่ผมเลือกที่จะนิยามงานใหม่แทน
แนวคิดนี้ของผมมันสอดคล้องกับทฤษฎีทางจิตวิทยาอุตสาหกรรมที่เรียกว่า แนวคิดเรื่อง Job Crafting อธิบายว่า โดยอธิบายว่ามนุษย์สามารถเพิ่มความหมายและความพึงพอใจในการทำงานได้ โดยการปรับเปลี่ยนวิธีมอง วิธีทำ หรือความสัมพันธ์ที่มีต่อบทบาทของตนเอง (Wrzesniewski & Dutton, 2001)
ในที่นี้อาจไม่ใช่การสร้างงานตามทฤษฎีดังกล่าว แต่เป็นการ "คราฟต์" หรือ "สร้าง" ศูนย์กลางของชีวิต เพราะไม่ว่างานจะดีเพียงใด มันก็ยังมีวันที่เหนื่อย มีความขัดแย้ง มีข้อจำกัด และมีเรื่องที่ควบคุมไม่ได้อยู่เสมอ หากเราเอาคุณค่าของตนเองไปผูกไว้กับสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ชีวิตก็จะขึ้นลงตามความสำเร็จของงานอยู่ตลอดเวลา
แต่เมื่อเรามีพื้นที่อีกแห่งหนึ่งที่หล่อเลี้ยงตัวตน ไม่ว่าจะเป็นการเขียน การวาดรูป การปลูกต้นไม้ การเล่นดนตรี การทำอาหาร หรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เราจะเริ่มค้นพบว่า ชีวิตไม่ได้มีศูนย์กลางเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
แม้สังคมมักจะสอนให้เรามองว่า งานอดิเรกเป็นสิ่งที่ทำเมื่อว่าง แต่สำหรับเราทุกคน งานอดิเรกเป็นพื้นที่ที่หล่อเลี้ยงหัวใจ ทุกครั้งที่ผมเขียนบทความ ผมไม่ได้รู้สึกว่ากำลังพักจากงาน ผมรู้สึกว่ากำลังกลับไปหาตัวเอง โดยเฉพาะการอ่านหนังสือที่ดี สามารถทำให้ผมเข้าใจตนเอง ผู้อื่น และโลกนี้มากขึ้น
หรือการเขียน แน่นอนผมไม่ได้ทำเพื่อชื่อเสียง แต่เพื่อจัดระเบียบความคิด และเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตให้กลายเป็นองค์ความรู้ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อใครอีกคนหนึ่ง แค่นั้นก็ดีมากแล้ว เช่นเดียวกับอีกหลายคนที่มีงานอดิเรก วาดรูป หรือปลูกต้นไม้ ก็ทำให้จิตใจอันเหนื่อยล้าของตนเองผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น
เมื่อทั้งหมดนี้กลายเป็น “งานหลัก” ในความหมายของชีวิต งานประจำจะไม่ใช่ความทุกข์ระทมอย่างที่มันเคยเป็นอีกต่อไป แต่กลายเป็นฐานที่ช่วยให้เราทุกคนยังสามารถเดินบนเส้นทางที่มีความหมายสำหรับตนเองได้
สุดท้ายผมไม่ได้กำลังชวนให้ทุกคนลาออกไปทำตามความฝัน เพราะสำหรับหลายคน งานประจำคือความมั่นคงที่สำคัญของครอบครัว สิ่งที่ผมกำลังชวนคิดคือ การเปลี่ยนวิธีมองงาน
เราอาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอาชีพ แต่สามารถเปลี่ยน สิ่งที่ใช้หล่อเลี้ยงตัวตน เพราะคุณค่าของชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินเดือน และไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำชื่นชมเพียงอย่างเดียว
หากเราสามารถเปลี่ยนวิธีการมองงานได้แบบนี้ เราจะเริ่มมีอิสระในการทำงานมากขึ้น และสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่
อ้างอิง
Wrzesniewski, A, & Dutton, J. (2001). Crafting a Job: Revisioning Employees as Active Crafters of Their Work. Academy of Management Review 26(2):179-201. https://doi.org/10.2307/259118.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น