แม้มนุษย์จะสูญเสียทุกสิ่ง แต่ยังเหลือเสรีภาพสุดท้ายอยู่หนึ่งอย่าง คือ การเลือกท่าทีของตนเองต่อสถานการณ์
เป็นไปได้อย่างไร ที่มนุษย์ธรรมดาจะสามารถทำร้ายมนุษย์อีกคนได้อย่างโหดร้ายเช่นนั้น
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับโลกมากที่สุด คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในค่ายกักกันของนาซี หนึ่งในผู้ที่เผชิญเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยตนเองคือ วิกเตอร์ แฟรงเคิล (Viktor E. Frankl) จิตแพทย์ชาวออสเตรีย ผู้ถูกส่งเข้าไปอยู่ในค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ (Auschwitz) ซึ่งเชลยต้องใช้แรงงานอย่างหนัก ท่ามกลางความหนาว ความอดอยาก และการปฏิบัติที่ไร้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
ผู้คุมจำนวนไม่น้อยปฏิบัติต่อเชลยราวกับพวกเขาไม่ใช่มนุษย์ การเฆี่ยนตี การดูหมิ่น การทำให้อับอาย และการสร้างความทุกข์ทรมาน กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันจนแทบไม่มีใครตั้งคำถาม ความโหดร้ายค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องธรรมดาในระบบที่ลดทอนคุณค่าของความเป็นมนุษย์
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ ไม่ใช่มีเพียงผู้คุมนาซีเท่านั้นที่กระทำเช่นนี้ เชลยบางคนซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคนงาน (Kapo) กลับปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมชะตากรรมอย่างโหดเหี้ยมยิ่งกว่าเดิม บางคนเฆี่ยนตีเพื่อนเชลยทุกครั้งที่มีโอกาส เพื่อแสดงอำนาจหรือรักษาสถานะของตนเอง
แฟรงเคิลเล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งที่สะท้อนความเสื่อมถอยของจิตใจมนุษย์ได้อย่างชัดเจน หลังจากเชลยต้องทำงานท่ามกลางอากาศหนาวจัด พวกเขาได้รับอนุญาตให้ผิงไฟเพียงไม่กี่นาทีเพื่อคลายความหนาวเหน็บ แต่หัวหน้าคนงานบางคนกลับรู้สึกพึงพอใจเมื่อได้พรากความอบอุ่นเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นไปจากพวกเขา เขาไม่เพียงสั่งให้ทุกคนลุกขึ้น แต่ยังคว่ำเตาไฟลงบนกองหิมะ พร้อมสีหน้าที่แสดงความสะใจราวกับกำลังได้รับชัยชนะบางอย่าง
เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้แฟรงเคิลตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์คนหนึ่งเลือกใช้ความทุกข์ของผู้อื่นเป็นเครื่องยืนยันอำนาจของตนเอง แต่ท่ามกลางความมืดมิดนั้น เขากลับได้พบความจริงอีกด้านหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์
![]() |
| ท่ามกลางความโหดร้าย เรายังเลือกที่จะเป็นมนุษย์ต่อกันได้ |
แม้จะอยู่ในระบบเดียวกัน ผู้คุมบางคนกลับเลือกที่จะไม่เข้าร่วมการทารุณกรรม อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็ไม่ยอมเป็นผู้สร้างความเจ็บปวดโดยไม่จำเป็น ผู้บัญชาการค่ายบางคนไม่เคยออกคำสั่งลงโทษเชลยเลย แม้ว่าพวกเขาจะมีอำนาจทำเช่นนั้นได้ก็ตาม
แฟรงเคิลยังจดจำเหตุการณ์หนึ่งได้อย่างไม่มีวันลืม เมื่อหัวหน้าคนงานคนหนึ่งแอบแบ่งขนมปังจากอาหารเช้าของตนเองมาให้เขา ขนมปังก้อนนั้นอาจมีคุณค่าทางโภชนาการไม่มากนัก แต่สำหรับผู้ที่กำลังอดอยาก มันคือสิ่งล้ำค่า
อย่างไรก็ตาม แฟรงเคิลเขียนไว้ว่า สิ่งที่ทำให้เขาน้ำตาซึมไม่ใช่เพราะความหิวที่ได้รับการบรรเทา หากแต่เป็นเพราะ ความเป็นมนุษย์ ที่ชายผู้นั้นส่งผ่านมาพร้อมกับขนมปังก้อนเล็ก ๆ นั้น สายตา น้ำเสียง และการกระทำของเขาทำให้แฟรงเคิลรับรู้ว่า แม้อยู่ในสถานที่ซึ่งพยายามทำลายศักดิ์ศรีของมนุษย์จนหมดสิ้น ก็ยังมีใครบางคนที่เลือกจะมองเขาในฐานะเพื่อนมนุษย์
ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง ผู้บัญชาการค่ายบางคนถึงกับควักเงินส่วนตัวไปซื้อยาจากเมืองใกล้เคียงมาให้เชลย ทั้งที่ไม่มีข้อบังคับหรือแรงกดดันใด ๆ ให้ต้องทำเช่นนั้น การกระทำเล็ก ๆ เหล่านี้อาจไม่สามารถหยุดยั้งความโหดร้ายของสงครามได้ แต่มันช่วยยืนยันว่า ความเมตตายังคงดำรงอยู่ แม้ในสถานที่ที่ดูเหมือนจะไร้มนุษยธรรมที่สุด
นอกกำแพงค่ายกักกันก็มีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่เลือกยืนอยู่ข้างความถูกต้อง แม้ว่าจะต้องแลกด้วยอิสรภาพหรือแม้แต่ชีวิตของตนเอง
อิเรนา เซนด์เลอร์ (Irena Sendler) นักสังคมสงเคราะห์ชาวโปแลนด์ ปลอมตัวเข้าไปในสลัมวอร์ซอในฐานะเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ค่อย ๆ ลักลอบพาเด็กชาวยิวออกมาทีละคน ซ่อนพวกเขาไว้ในรถพยาบาล กล่องเครื่องมือ หรือกระสอบ ก่อนจัดหาที่พักและเอกสารปลอมเพื่อให้เด็กเหล่านั้นมีชีวิตรอด เชื่อกันว่าเธอช่วยชีวิตเด็กไว้ได้กว่า 2,500 คน ทั้งที่รู้ดีว่าหากถูกจับได้ บทลงโทษคือความตาย
ในทำนองเดียวกัน ออสการ์ ชินด์เลอร์ (Oskar Schindler) นักธุรกิจชาวเยอรมัน ใช้ทรัพย์สินเกือบทั้งหมดติดสินบนเจ้าหน้าที่นาซีและซื้อแรงงานชาวยิวกว่า 1,100 คนเข้ามาทำงานในโรงงานของตน เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาถูกส่งไปยังค่ายมรณะ หลังสงครามสิ้นสุดลง เขาแทบไม่เหลือทรัพย์สินติดตัว แต่มีผู้คนกว่าพันชีวิตที่ยังมีชีวิตอยู่เพราะการตัดสินใจของเขา
เรื่องราวทั้งหมดนี้สะท้อนความจริงข้อหนึ่งที่แฟรงเคิลพยายามบอกเราตลอดทั้งเล่ม นั่นคือ สถานการณ์เดียวกันไม่ได้สร้างมนุษย์ให้เหมือนกัน บางคนเลือกทำร้าย บางคนเลือกเพิกเฉย แต่บางคนกลับเลือกแบ่งปัน แม้ในวันที่ตนเองก็แทบไม่เหลืออะไรจะให้
สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเรื่องนี้คือ "ขนมปังก้อนหนึ่งไม่ได้เปลี่ยนสงคราม และยาไม่กี่ขวดไม่ได้หยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่การกระทำเล็ก ๆ เหล่านั้น ทำให้เชลยคนหนึ่งยังเชื่อว่า โลกนี้ยังมีความหวังอยู่
คนที่เป็นผู้ให้เป็นคนที่แตกต่าง คนกลุ่มนี้ต้องการให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ ซึ่งอดัม แกรนต์ (Adam Grant) มองว่าผู้ให้จะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ผู้อื่น ให้ความช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา แบ่งปันความดีความชอบ
อีกทั้งทีมหรือองค์กรที่มีคนเป็นผู้ให้ที่คอยแบ่งปันความรู้ และให้คำแนะนำหรือสอนงานมากเท่าไหร่ องค์กรจะยิ่งดีมากขึ้นในทุกมิติที่ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนมากขึ้น ความพึงพอใจมากขึ้น มีลูกค้ามากขึ้น การรักษาบุคลากรดีมากขึ้น
“ท่ามกลางความโหดร้าย เรายังเลือกที่จะเป็นมนุษย์ต่อกันได้” ตรงกับที่แฟรงเคิลเน้นว่า มนุษย์อาจถูกพรากทุกสิ่งไปได้ แต่ยังคงเหลือ เสรีภาพสุดท้าย คือการเลือก
ในหนังสือ the last of the human freedoms วิกเตอร์ แฟรงเคิล กล่าวว่า "แม้มนุษย์จะสูญเสียทุกสิ่ง แต่ยังเหลือเสรีภาพสุดท้ายอยู่หนึ่งอย่าง คือ การเลือกท่าทีของตนเองต่อสถานการณ์"
การให้ คือการตัดสินใจว่า แม้โลกจะโหดร้ายเพียงใด เราจะไม่ยอมให้ความโหดร้ายนั้นกำหนดว่าเราจะเป็นมนุษย์แบบไหน
อ้างอิง
Frankl, V. (2006). Man's Search for Meaning. MS: Beacon Press.
Grant, A. (2014). Give and Take: Why Helping Others Drives Our Success. NY: Penguin. Books
Grant, A. (2017). Originals: How Non-Conformists Move the World. NY: Penguin.

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น