Learned Hopefulness คือความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเราเคยรอดมาได้ และ Recovery Anticipation คือความรู้สึกว่าครั้งนี้เราอาจกำลังจะรอดอีกครั้ง
ช่วงเวลาที่ยากที่สุดของชีวิตมักมีความรู้สึกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นร่วมกันเสมอ ไม่ใช่ความเศร้า ไม่ใช่ความเหนื่อย แต่สำหรับผมและใครหลายคนคือความรู้สึกว่า “เรื่องนี้จะไม่มีวันจบสิ้น”
ผู้อ่านทุกคนคงคุ้นเคยกับการเผชิญกับเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ และยิ่งพวกเราทุกคนเผชิญกับเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรามักเริ่มเชื่อว่าการกระทำของตนเองไม่มีความหมาย และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกต่อไป (สิ้นหวัง)
ในทางจิตวิทยา ภาวะนี้เรียกว่า Learned Helplessness (คือภาวะทางจิตวิทยาที่เกิดจากการเผชิญปัญหาหรือความเครียดซ้ำๆ จนเกิดความรู้สึกสิ้นหวัง เชื่อว่าตนเองไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ส่งผลให้ยอมแพ้) ซึ่งได้รับการศึกษาโดย มาร์ติน เซลิกแมน คือ (Martin Seligman) บิดาแห่งจิตวิทยาเชิงบวก ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 และต่อมาถูกเชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้า ความสิ้นหวัง และการลดลงของแรงจูงใจในการใช้ชีวิต
อย่างไรก็ตาม มาร์ติน เซลิกแมน พบสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เขาพบว่า “แม้จะเผชิญกับสถานการณ์เดียวกัน บางคนกลับยังคงพยายามต่อไป” พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธความจริง ไม่ได้มองโลกในแง่ดีอย่างไร้เหตุผล ไร้สาระที่เรียกว่าการคิดบวกที่เป็นพิษ แต่ยังคงเชื่อว่า “บางทีสิ่งนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้”
แนวคิดนี้พัฒนาต่อมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า Learned Optimism คือ การเรียนรู้ที่จะมองความล้มเหลวว่าเป็นสิ่งชั่วคราว ไม่ใช่ถาวร เป็นเรื่องเฉพาะเหตุการณ์ ไม่ใช่คำอธิบายตัวตนทั้งหมดของเรา
แต่บางที สำหรับหลายคน อาจมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ผมอยากเรียกมันว่า Learned Hopefulness ซึ่งหมายถึง การเรียนรู้เพื่อแก้ทางภาวะสิ้นหวัง (Learned Helplessness) ที่มักเกิดขึ้นเมื่อคนเราเผชิญกับเรื่องแย่ๆ ซ้ำซากจนเกิดความคิดว่า "ทำไปก็ไม่มีประโยชน์" Learned Hopefulness จะเข้ามาทำลายความเชื่อที่จำกัดศักยภาพเหล่านี้
| เซลิกแมน พบว่า แม้จะเผชิญกับสถานการณ์เดียวกัน บางคนกลับยังคงพยายามต่อไป |
ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับ Learned Hopefulness ไม่ใช่การคิดบวก ไม่ใช่การบอกตัวเองว่าทุกอย่างจะดีขึ้น แต่คือความทรงจำอันเกิดจากประสบการณ์ที่ตระหนักว่า "ครั้งหนึ่งเราเคยผ่านเรื่องที่หนักมากมาได้”
เราอาจเคยผ่านการสูญเสีย ผ่านโรคภัย ผ่านปัญหาครอบครัว ผ่านความล้มเหลว หรือผ่านช่วงเวลาที่คิดว่าไม่น่าจะรอด แต่สุดท้าย เราก็ยังอยู่ตรงนี้
และความทรงจำเหล่านั้น ค่อย ๆ สะสมกลายเป็นความเชื่อเงียบ ๆ ภายในว่า “เราอาจไม่ได้ควบคุมทุกอย่างได้ แต่เราอาจผ่านมันไปได้อีกครั้ง”
ยิ่งไปกว่านั้น Learned Hopefulness ที่เป็นความทรงจำของอดีต สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือสิ่งที่ผมอยากเรียกว่า "Recovery Anticipation" ซึ่งผมให้ความหมายว่า "การกลับคืนสู่สภาวะปกติหลังจากเผชิญกับวิกฤต การบาดเจ็บ หรือความเสียหาย" มันคือความรู้สึกแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นหลังจากผ่านพายุมาเป็นเวลานาน
แม้ปัญหายังไม่หมดไป ความเหนื่อยยังอยู่ ความเศร้ายังปรากฎ แต่จู่ ๆ เรากลับรู้สึกว่า “บางทีชีวิตอาจกำลังเริ่มดีขึ้น” ซึ่งไม่ใช่ความสุข หรือการหลุดพ้น แต่มันคล้ายกับการเดินอยู่ในอุโมงค์มืดมาหลายเดือน แล้วเริ่มเห็นแสงสลัว ๆ อยู่ไกลออกไป กล่าวคือ เราไม่ได้ออกจากอุโมงค์แล้ว แต่เราเริ่มเชื่อว่าอุโมงค์อาจมีทางออกจริง
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Recovery Anticipation ไม่ใช่การหลอกตัวเองนะครับ แต่มันเป็นผลลัพธ์ตามธรรมชาติของ Learned Hopefulness หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งคือ
Learned Hopefulness คือความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเราเคยรอดมาได้
Recovery Anticipation คือความรู้สึกว่าครั้งนี้เราอาจกำลังจะรอดอีกครั้ง
มีคนหลายคนที่แม้ว่าจะเผชิญพายุแห่งปัญหาก็ยังยืนหยักได้ เพราะเขามีความหวัง ซึ่งมาจากความทรงจำหลายครั้งที่เขาเคยข้ามผ่านมา
ผมเป็นคนที่ไม่ชอบคำปลอบใจของคนอื่น แต่ผมชอบคนที่เตือนสติผมว่า "เห้ยครั้งนั้นคุณก็ผ่านมาได้แล้วหนิ"
สิ่งนี้ทำให้ผมรู้สึกมีความหวัง อันเกิดจากการมองย้อนกลับไป แล้วพบว่า เราเคยผ่านพายุมาแล้วหลายครั้ง และไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน เราก็ยังอยู่ตรงนี้เสมอ
อ้างอิง
Tomasulo, D. (2020). Learned hopefulness: The power of positivity to overcome depression. New Harbinger Publications.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น