“ที่ใดมีแสงสว่างก็ย่อมมีเงา และที่ใดมีเงา ก็ย่อมมีแสงสว่าง”
ผมมั่นใจว่าเราทุกคนมีความเชื่ออย่างหนึ่งเกี่ยวกับความเศร้าว่า “คนที่เศร้าควรดูเศร้า” “คนที่ทุกข์ควรแสดงออกถึงความทุกข์” และ "คนที่หัวเราะได้ ยิ้มได้ และยังเรียนได้ ทำงานได้ดี ก็คงจะไม่ได้มีปัญหาชีวิตอะไรมากนักหรอก“ แต่ชีวิตจริงมันกลับไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป
เพราะจากประสบการณ์ของผม คนที่สร้างเสียงหัวเราะให้คนอื่นได้มากที่สุด อาจเป็นคนที่กำลังเหนื่อยที่สุดก็ได้ และหลายครั้ง คนที่ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ กลับเป็นคนที่กำลังต่อสู้กับบางสิ่งอยู่เงียบ ๆ ก็ได้เช่นกัน
กลายเป็นว่ารอยยิ้มไม่ได้ทำหน้าที่สะท้อนความสุข แต่กลับทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันความเปราะบางภายในซะอย่างนั้น มันเป็นเพราะอะไร นี่คือเป้าหมายของบทความนี้ครับ
ปรากฏการณ์นี้มักถูกเรียกว่า Sad Clown Paradox หรือ “ความย้อนแย้งของตัวตลกที่เศร้าสร้อย” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความเจ็บปวดและการใช้ชีวิตต่อไป สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้
ความเศร้าและความสุข ไม่ได้แบ่งกันเป็นช่วง แต่สามารถเกิดร่วมกันหรือต่อกันได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีคนยิ้มหัวเราะและมีแววตาที่เศร้าในช่วงเวลาเดียวกัน Sad Clown Paradox คือตัวอย่างที่ดี
แต่ความเศร้าไม่ใช่ศัตรู เพราะมันคือสัญญาณ ในมุมมองของจิตวิทยาวิวัฒนาการ อารมณ์เศร้าไม่ได้เป็นข้อผิดพลาดของระบบประสาท แต่เป็นกลไกที่วิวัฒนาการสร้างขึ้นเพื่อส่งสัญญาณว่ามีบางสิ่งในชีวิตที่ต้องการความสนใจ การปรับตัว หรือการช่วยเหลือ (Nesse, 2000)
เช่นเดียวกับความเจ็บปวดทางร่างกายที่เตือนให้เราระวังบาดแผล ความเศร้าก็อาจกำลังบอกเราว่า “มีบางอย่างในชีวิตที่กำลังต้องการการดูแล”
จากประสบการณ์ของการเป็นครู ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่มีภาวะออทิซึมสเปกตรัม หรือนักเรียนปกติทั่วไป ก็มักส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือแบบเงียบ ๆ ซึ่งความเศร้าเป็นหนึ่งในนั้น
ดังนั้น ความเศร้าจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องกำจัดเสมอไป แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ เป็นสัญญาณที่เราควรใส่ใจและสืบให้เห็นถึงต้นตอ
โจนาธาน รอตเทนเบิร์ก (Jonathan Rottenberg) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา อธิบายว่าอารมณ์เศร้ามีหน้าที่สำคัญต่อการปรับตัวของมนุษย์ ทั้งในด้านการทบทวนตนเอง การชะลอการตัดสินใจ และการจัดลำดับความสำคัญของชีวิตใหม่อีกครั้ง (Rottenberg, 2014)
ดังนั้นเมื่อมนุษย์เจ็บปวด เรามักมีแนวโน้มที่จะส่งสัญญาณบางอย่างออกไปโดยไม่รู้ตัว บางคนเงียบลง บางคนถอยห่าง บางคนประชดประชัน หรือบางคนพูดถึงความเหนื่อยล้าบ่อยขึ้น โดยเฉพาะบางคนกลับยิ่งทำให้คนอื่นหัวเราะมากขึ้นกว่าเดิม
ซึ่งในเชิงวิวัฒนาการ พฤติกรรมเหล่านี้อาจทำหน้าที่เป็นรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า "Distress signaling" หรือการส่งสัญญาณว่าตนเองกำลังต้องการความช่วยเหลือหรือการสนับสนุนจากสังคม
ยกตัวอย่าง คนเศร้าแต่แสดงออกโดยการประชดประชัน แน่นอนมันคือการส่งสัญญาณ แต่ความย้อนแย้งคือ พฤติกรรมที่เกิดจากความต้องการ “ถูกเข้าใจ” หลายครั้งกลับทำให้คนอื่นถอยห่างออกไปมากกว่าเดิม
และสิ่งที่ลึกลงไปภายใต้การเงียบ การประชด หรือการถอยห่าง อาจมีเพียงข้อความสั้น ๆ ที่มนุษย์ใช้สื่อสารกันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ว่า “ช่วยอยู่ตรงนี้กับฉันหน่อย” หรือ ”ช่วยบอกฉันหน่อยว่าสิ่งเลวร้ายกำลังจะผ่านไป“
ความรู้ตัวคือกุญแจสำคัญ
ความรู้ตัวมันคือการมีสติแบบที่เราเข้าใจนี่แหละครับ มันคือการที่เราหยุดคิดถึงอดีต อนาคต เรื่องเพ้อเจ้อแฟนตาซีทั้งหลาย แล้วกลับมาอยู่กับปัจจุบัน รู้ว่าเรากำลังรู้สึกอะไร และพฤติกรรมอะไรของเราที่แสดงอะไรออกมา
อย่างไรก็ตาม การรับรู้ถึงกลไกเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดเศร้าได้ทันที แต่การรู้เท่าทันความรู้สึกตนเอง อาจช่วยให้เราสามารถแยกออกได้ว่า นี่คืออารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่ นี่คือตัวตนทั้งหมดของเรา
การรับรู้ที่มากพอ จนพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตนเอง คือสิ่งที่ผมเรียกว่า "การตระหนักรู้"
สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง Psychological Flexibility ที่เสนอว่า สุขภาพจิตที่ดีไม่ได้เกิดจากการไม่มีอารมณ์ลบ แต่เกิดจากความสามารถในการอยู่ร่วมกับประสบการณ์ภายในที่ไม่พึงประสงค์ โดยไม่ปล่อยให้อารมณ์เหล่านั้นกำหนดการกระทำทั้งหมดของชีวิต (Hayes et al., 2012; Kashdan & Rottenberg, 2010) กล่าวคือ เราอาจเศร้าได้ เหนื่อยได้ ผิดหวังได้อยากยอมแพ้ได้ แต่เรายังสามารถเลือกได้ว่าเราจะทำอะไรต่อไป
ทำให้ผมนึกถึงจิตวิทยาสมัยใหม่และพุทธจิตวิทยามีจุดร่วมสำคัญประการหนึ่ง คือการมองว่าอารมณ์ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกำจัด แต่เป็นสิ่งที่ต้องรับรู้และเข้าใจ
เช่น จอน คาบัต-ซินน์ (Jon Kabat-Zinn) ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านการแพทย์ชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้ง ศูนย์การฝึกสติในทางการแพทย์ (Center for Mindfulness) อธิบายว่าการรู้เท่าทันประสบการณ์ภายในโดยไม่ตัดสินตนเอง เป็นพื้นฐานสำคัญของการลดความทุกข์ทางใจในระยะยาว (Kabat-Zinn, 2005)
ความเข้มแข็งของมนุษย์จึงไม่ได้หมายถึงการไม่รู้สึกอะไรเลย แต่หมายถึง การยอมรับว่าตนเองกำลังรู้สึก และยังคงเลือกใช้ชีวิตต่อไป
ผมอยากให้ทุกท่านเข้าใจว่า "มนุษย์สามารถเศร้าและมีความหวังได้พร้อมกัน" หรืออาจกล่าวได้ว่ามนุษย์สามารถมีแสงและเงาอยู่ในเวลาเดียวกันได้เสมอ
เราอาจคิดถึงอดีตและยังรักอนาคตได้พร้อมกัน
เราอาจเหนื่อยและยังรับผิดชอบได้พร้อมกัน
เราอาจกลัวและยังเดินต่อได้พร้อมกัน
ดังที่ฮารูกิ มูราคามิ เขียนไว้ในนวนิยาย 1Q84 ว่า “ที่ใดมีแสงสว่างก็ย่อมมีเงา และที่ใดมีเงา ก็ย่อมมีแสงสว่าง” สุขภาพจิตที่ดีก็เช่นเดียวกัน มันอาจไม่ได้หมายถึงการมีแต่แสงสว่าง
แต่หมายถึงการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับเงา โดยไม่หลงลืมว่าแสงยังคงอยู่ที่ไหนสักแห่งเสมอ
อ้างอิง
Hayes, S. C., Strosahl, K. D., & Wilson, K. G. (2012). Acceptance and commitment therapy: The process and practice of mindful change (2nd ed.). Guilford Press.
Kabat-Zinn, J. (2005). Coming to our senses: Healing ourselves and the world through mindfulness. Hyperion.
Kashdan, T. B., & Rottenberg, J. (2010). Psychological flexibility as a fundamental aspect of health. Clinical Psychology Review, 30(7), 865–878. https://doi.org/10.1016/j.cpr.2010.03.001
Nesse, R. M. (2000). Is depression an adaptation? Archives of General Psychiatry, 57(1), 14–20. https://doi.org/10.1001/archpsyc.57.1.14
Rottenberg, J. (2014). The depths: The evolutionary origins of the depression epidemic. Basic Books.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น