บางครั้งสิ่งที่เราสร้างขึ้นเพื่อเยียวยาบาดแผล อาจยังมีรูปร่างบางอย่างของบาดแผลเดิมซ่อนอยู่หรือไม่
ซูเปอร์ฮีโร่ที่ผมชอบมากที่สุดคือ "แบทแมน" ทั้งความมีคุณธรรม ความฉลาดการสืบสวน อุปกรณ์ช่วยเหลือสารพัด รวมไปถึงการเป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาเหมือนพวกเรา
และความธรรมดานี่แหละ ทำให้แบทแมนเป็นซุปเปอร์ฮีโร่มนุษย์ธรรมดาที่มีความซับซ้อน อันเนื่องมาจากตัวละครนี้เต็มไปด้วยรอยด่างพร้อยและความเทาในจิตใจ
สำหรับผมแล้วความน่าหลงใหลของตัวละครนี้มาจากบาดแผลในวัยเด็กและการไม่มีพลังพิเศษ ทำให้ต้องใช้สติปัญญา ไหวพริบ และข้อจำกัดความเป็นมนุษย์ในการต่อสู้
เรื่องราวเริ่มต้นในวัยเด็ก เมื่อ บรูซ เวย์น (Bruce Wayne) ยืนมองพ่อและแม่ถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา เหตุการณ์นั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเวย์น ในแทบทุกฉบับของเรื่อง จากเด็กคนหนึ่งที่ไม่สามารถทำอะไรเพื่อช่วยคนที่ตนเองรักได้ เขาค่อย ๆ เปลี่ยนความเศร้า ความกลัว และความรู้สึกไร้อำนาจให้กลายเป็นคำปฏิญาณว่าจะต่อสู้กับอาชญากรรม
เพื่อไม่ให้ใครต้องพบกับเหตุการณ์เช่นเดียวกับเขาอีก ชีวประวัติอย่างเป็นทางการของ DC (ถ้าผมจำไม่ผิด) เองก็อธิบายว่า บรูซ เวย์น เปลี่ยนความเศร้าจากการสูญเสียพ่อแม่ให้กลายเป็นแรงขับของภารกิจตลอดชีวิต
ผมจึงตั้งคำถามว่า "สิ่งที่แบทแมนทำมันดีต่อตัวเขาแล้วจริง ๆ หรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่การจมไปสู่ความมืดมิดเท่านั้น" กล่าวคือ มันดีหรือมันแย่สำหรับตนเอง
แบทแมน เยียวยาบาดแผลของ บรูซ เวย์น หรือเขากำลังกลับไปยังพื้นที่ของบาดแผลซ้ำ ๆ เพียงแต่เปลี่ยนจากเด็กที่ควบคุมอะไรไม่ได้ ให้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถควบคุมสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยทำลายชีวิตของเขา
สิ่งนี้ทำให้ผมนึกถึงแนวคิดหนึ่งในหนังสือ What Happened to You? ของ Oprah Winfrey และ Bruce D. Perry ซึ่งอธิบายว่า ประสบการณ์ในช่วงต้นของชีวิตมีส่วนสร้างแบบจำลองว่าโลกควรมีลักษณะอย่างไร และมนุษย์มีแนวโน้มกลับไปหาสิ่งที่คุ้นเคย แม้ว่าบางครั้งสิ่งที่คุ้นเคยนั้นจะไม่ดีต่อตนเองก็ตาม (Winfrey & Perry, 2021)
คนที่เติบโตท่ามกลางความวุ่นวายจึงรู้สึกคุ้นเคยกับความวุ่นวายมากกว่าความสงบ เพราะสมองได้เรียนรู้รูปแบบของโลกเช่นนั้นมาตั้งแต่ต้น
หากลองนำแนวคิดนี้มามอง แบทแมน ก็จะพบความย้อนแย้งที่น่าสนใจ บรูซ เวย์น สูญเสียพ่อแม่ท่ามกลางความมืด อาชญากรรม ความรุนแรง และความรู้สึกไร้อำนาจ แต่เมื่อเติบโตขึ้น เขากลับเลือกใช้ชีวิตแทบทุกคืนอยู่ท่ามกลางความมืด อาชญากรรม และความรุนแรงแบบเดียวกัน
ราวกับว่า แบทแมน พา บรูซ กลับไปยังโลกของบาดแผลครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงแต่ครั้งนี้เขาไม่ได้กลับไปในฐานะเด็กที่ไร้อำนาจ แต่กลับไปในฐานะคนที่สามารถควบคุมสถานการณ์ ปกป้องผู้อื่น และเปลี่ยนตอนจบของเรื่องได้
แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่า แบทแมน เป็นตัวอย่างเดียวกับคนที่กลับเข้าสู่ความสัมพันธ์หรือสภาพแวดล้อมที่ทำร้ายตนเอง เพราะ บรูซ มีเจตจำนงทางศีลธรรม มีเป้าหมายในการปกป้องผู้อื่น และสร้างกฎเพื่อจำกัดความรุนแรงของตนเอง
แต่ความคล้ายคลึงนี้ชวนให้ตั้งคำถามว่า บางครั้งสิ่งที่เราสร้างขึ้นเพื่อเยียวยาบาดแผล อาจยังมีรูปร่างบางอย่างของบาดแผลเดิมซ่อนอยู่หรือไม่
| จากเด็กคนหนึ่งที่ไม่สามารถทำอะไรเพื่อช่วยคนที่ตนเองรักได้ ค่อย ๆ เปลี่ยนความเศร้า ความกลัว และความรู้สึกไร้อำนาจให้กลายเป็นคำปฏิญาณว่าจะต่อสู้กับอาชญากรรม |
สอดคล้องกับนักวิชาการเคยนำ แบทแมน มาวิเคราะห์ผ่านจิตวิเคราะห์โดยตรงแล้ว เขามองการเปลี่ยนจาก บรูซ เวย์น เด็กผู้ไร้อำนาจไปสู่ แบทแมน ผู้สามารถต่อสู้กับอาชญากรว่าเป็นการเปลี่ยนจากสถานะของผู้ถูกกระทำไปสู่การมีอำนาจควบคุมสถานการณ์ (Brody, 1995)
อีกทั้ง Jeong และคณะ (2020) ได้วิเคราะห์ Batman Begins ผ่านแนวคิดเรื่อง Trauma และ Self psychology และเสนอว่า การสูญเสียพ่อแม่ในวัยเด็กมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการสร้างตัวตนของ บรูซ เวย์น ในเวลาต่อมา
การกลับไปหาบาดแผลเก่า
จากเนื้อหาข้างต้นทำให้ผมนึกถึงแนวคิด Repetition Compulsion หรือ แรงผลักให้เกิดการทำซ้ำ ของ ซิก มันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ซึ่งเสนอว่า บางครั้งมนุษย์กลับไปเผชิญรูปแบบของประสบการณ์ที่สร้างความเจ็บปวดในอดีตซ้ำ ๆ แม้การทำเช่นนั้นจะดูขัดกับความต้องการหลีกเลี่ยงความทุกข์
แนวคิดนี้ได้รับการอภิปรายต่อมาในแง่ที่ว่า การกลับไปสู่สถานการณ์คล้ายบาดแผลอาจสัมพันธ์กับความพยายามที่จะสร้างความรู้สึกว่าเราสามารถควบคุมสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยควบคุมไม่ได้ แม้ว่าความพยายามเช่นนั้นไม่ได้จบลงด้วยการ เอาชนะบาดแผลเสมอไป (Levy, 2000)
Brody (1995) อธิบาย แบทแมน ในลักษณะใกล้เคียงกันว่าเป็นการเปลี่ยนจากเด็กที่อยู่ในสถานะ Passive และไร้อำนาจ ไปสู่แบทแมน ผู้สามารถเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ได้ ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นความพยายามที่จะจัดการกับบาดแผลเดิมผ่านการเปลี่ยนบทบาทของตนเอง
นี่จึงเป็นตัวอธิบายชั้นดีว่าทำไม บางครั้งสิ่งที่เราสร้างขึ้นเพื่อเยียวยาบาดแผล อาจยังมีรูปร่างบางอย่างของบาดแผลเดิมซ่อนอยู่หรือไม่
ความโกรธไม่ได้หายไป แต่ถูกเปลี่ยนทิศทาง
หากลองสังเกตดู แบทแมน ไม่ได้แค่กลับไปหาสถานการณ์เดิมเท่านั้น แต่เขายังนำความโกรธ ความกลัว และความก้าวร้าวที่เกิดจากบาดแผลไปทำบางอย่างกับมันด้วย
ตรงนี้สามารถทำความเข้าใจผ่านแนวคิด Sublimation หรือ การทดเทิด ซึ่งในจิตวิเคราะห์หมายถึงการเปลี่ยนแรงขับที่อาจสร้างปัญหาให้ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมหรือเป้าหมายที่สังคมยอมรับได้มากขึ้น ตัวอย่างคลาสสิกคือการนำแรงก้าวร้าวไปสู่กีฬา การแข่งขัน หรือกิจกรรมที่สร้างสรรค์แทนการทำร้ายผู้อื่นโดยตรง
ในกรณีของแบทแมน ความโกรธ ความกลัว และความต้องการตอบโต้ต่อโลกที่พรากพ่อแม่ไปจากเขาก็อาจไม่ได้หายไป แต่ บรูซ นำพลังเหล่านั้นไปสู่การฝึกฝนร่างกาย การเรียนรู้ การสืบสวน และการปกป้องผู้อื่น Brody (1995) เองก็ตีความการสร้างแบทแมน ว่ามีลักษณะของ Sublimation ซึ่ง บรูซ ใช้เพื่อจัดการกับความโกรธและความเดือดดาล หลังการสูญเสียพ่อแม่
ผมจึงมองว่า แบทแมนเป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่ทำให้ความโกรธของตนเอง มีหน้าที่ ตรงกันข้ามกับมุมมองที่มีความเห็นว่า แบทแมนเป็นเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่เอาชนะความโกรธ
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนบาดแผลให้กลายเป็นภารกิจไม่ได้หมายความว่าบาดแผลนั้นได้รับการเยียวยา เพราะสำหรับผมแล้ว
มนุษย์เราสามารถประสบความสำเร็จอย่างมากจากแรงผลักที่เกิดจากความเจ็บปวด และในเวลาเดียวกันก็ยังคงถูกความเจ็บปวดนั้นขับเคลื่อนอยู่ก็ได้
แบทแมนขีดเส้นของตนเองไว้อย่างชัดเจน
นี่คือเสน่ห์ของเรื่องราวนี้ มนุษย์เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง แบทแมน ต่อสู้กับความรุนแรงด้วยการใช้ความรุนแรง แต่ขณะเดียวกัน เขากลับสร้างกฎทางศีลธรรมที่เข้มงวดเพื่อกำกับตัวเอง
โดยเฉพาะกฎเรื่องการไม่ฆ่า ซึ่งกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของ แบทแมน ในหลายยุค แม้ว่าประวัติของตัวละครจะมีข้อยกเว้นและการตีความแตกต่างกันไปก็ตาม DC เองอธิบายประวัติของกฎนี้ว่าเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับการที่ บรูซ เห็นพ่อแม่ถูกฆ่า และในเรื่องจำนวนมาก การไม่ฆ่ากลายเป็นเส้นที่เขาเชื่อว่าตนเองไม่ควรก้าวข้าม (Jaffe, 2022)
ในจิตวิเคราะห์ Superego ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับมโนธรรม การตัดสินทางศีลธรรม และข้อห้ามภายใน กล่าวคือ บุคคลไม่ได้เพียงถามว่า “ฉันอยากทำอะไร” แต่ยังมีอีกเสียงหนึ่งถามว่า “อะไรคือสิ่งที่ฉันควรหรือไม่ควรทำ”
งานวิเคราะห์ แบทแมน ของ Jeong และคณะ (2020) ก็กล่าวถึงการตีความ Batman ผ่านแนวคิด Harsh superego หรือ มโนธรรมหรืออภิอัตตาที่เข้มงวดรุนแรง (คือจิตส่วนศีลธรรมตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมุนด์ ฟรอยด์ ที่มีความเข้มงวด เคร่งครัด และวิพากษ์วิจารณ์ตัวเราเองอย่างรุนแรงเกินไป) และเสนอว่าตัวตน แบทแมน สามารถถูกมองได้ส่วนหนึ่งในฐานะโครงสร้างที่ช่วยควบคุมความก้าวร้าวและแรงผลักบางอย่างของบรูซ
นั่นทำให้ แบทแมน มีความย้อนแย้งที่น่าสนใจ เขาต้องเข้าใกล้ความรุนแรงทุกคืน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างกฎขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้ความรุนแรงนั้นกลืนกินตัวเอง
บทเรียนจากการเยียวยาของ บรูซ เวย์น
ด้านหนึ่ง แบทแมน ทำให้ บรูซ เปลี่ยนจากเด็กที่เคยไร้อำนาจให้กลายเป็นผู้ที่สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ โดยเขาเปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นความหมาย และเปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็นการเผชิญหน้า
ในแง่นี้ แบทแมน อาจเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวและการสร้างความหมายให้กับสิ่งที่สูญเสียไป แต่ในอีกด้านหนึ่ง ชีวิตของ บรูซ ก็ยังถูกจัดวางอยู่รอบเหตุการณ์ในคืนเดียวของวัยเด็ก เขากลับไปสู่ความมืด อาชญากรรม และความรุนแรงครั้งแล้วครั้งเล่า และตัวตน แบทแมน แทบไม่สามารถแยกออกจากการตายของพ่อแม่ของเขาได้เลย
Brody (1995) จึงตั้งข้อสังเกตไว้น่าสนใจว่า การแก้ปัญหาของ บรูซ ผ่านการกลายเป็น แบทแมน อาจมีลักษณะคล้าย Pseudo-recovery (การฟื้นตัวหลอก) หรือการฟื้นตัวที่ดูเหมือนสามารถจัดการกับบาดแผลได้ แต่ยังอาจมีปัญหาที่ไม่ได้รับการคลี่คลายอยู่ภายใน
ถ้าวันหนึ่งเมือง Gotham ไม่ต้องการ แบทแมน อีกแล้ว บรูซ เวย์น จะยังรู้หรือไม่ว่าตัวเองเป็นใคร
เพราะถ้าความหมายทั้งหมดของชีวิตถูกสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับบาดแผล การปล่อยบาดแผลนั้นไปอาจไม่ได้หมายถึงเพียงการสูญเสียความเจ็บปวด แต่มันอาจหมายถึงการสูญเสียตัวตนที่เราสร้างขึ้นจากความเจ็บปวดนั้นด้วย
การฟื้นตัวจาก Trauma หรือบาดแผลทางจิตใจที่ฝังลึก ประกอบด้วยการสร้างความปลอดภัย การระลึกและไว้ทุกข์ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และการกลับไปเชื่อมโยงกับชีวิตและความสัมพันธ์อีกครั้ง
ดังนั้น “การเยียวยา” ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะความทรงจำยังคงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติชีวิตได้ สิ่งสำคัญกว่าคือ บุคคลสามารถนำความทรงจำนั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โดยไม่ปล่อยให้มันควบคุมชีวิตทั้งหมดของตนเอง
แบทแมน ช่วยให้ บรูซ เปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นความหมาย แต่การเยียวยาที่ลึกกว่านั้นอาจเกิดขึ้นเมื่อ บรูซ สามารถเป็นได้มากกว่าเพียงเด็กที่สูญเสียพ่อแม่ และมากกว่าเพียง แบทแมน ที่ต้องต่อสู้กับอาชญากรรมทุกคืน
การเยียวยาจึงไม่ได้หมายความว่า เราต้องลบอดีตออกจากชีวิต และไม่ได้หมายความว่า วันหนึ่งเราจะต้องมองย้อนกลับไปแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย
สำหรับผมแล้ว การเยียวยา หมายถึงการยอมรับว่า บาดแผลนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวของเรา แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เขียนเรื่องราวทั้งหมดที่เหลือของชีวิต
การเติบโตไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่เราสามารถลบสิ่งที่เคยทำให้เราเจ็บปวดออกไปจากความทรงจำ แต่เกิดขึ้นในวันที่เราสามารถหันกลับไปมองบาดแผลนั้น แล้วบอกกับตัวเองได้ว่า
“สิ่งนี้เคยเกิดขึ้นกับฉัน แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดของสิ่งที่ฉันเป็น”
อ้างอิง
Brody, M. (1995). Batman: Psychic trauma and its solution. The Journal of Popular Culture, 28(4), 171–178. https://doi.org/10.1111/j.0022-3840.1995.00171.
Jaffe, A. (2022, March 2). Why Batman doesn’t kill. DC. https://www.dc.com/blog/2022/03/02/why-batman-doesnt-kill
Jeong, J. Y., Lee, K. J., Kim, H., & Lee, J.-S. (2020). Batman, trauma and the self: The hidden narcissism caused by severe trauma. Psychoanalysis, 31(2), 23–33. https://doi.org/10.18529/psychoanal.2020.31.2.23
Levy, M. S. (2000). A conceptualization of the repetition compulsion. Psychiatry, 63(1), 45–53. https://doi.org/10.1080/00332747.2000.11024893
Winfrey, O., & Perry, B. D. (2021). What happened to you? Conversations on trauma, resilience, and healing. Flatiron Books.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น