เพราะอะไรคนบางคนที่ดูเหมือนพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด กลับเป็นคนที่ไม่ค่อยแน่ใจว่าตัวเองดีพอ
ในฐานะครู ผมสังเกตนักเรียนของอันดับต้น ๆ ของผม มีความละเอียดรอบคอบ กลับที่จะทำผิด ตรวจคำตอบซ้ำแล้วซ้ำอีก และรู้สึกไม่สบายใจอย่างมากเมื่อผลงานออกมาไม่เป็นอย่างที่คิด
นี่คือสิ่งที่ผมเห็นได้ทั่วไป และ คนภายนอกอาจมองว่านักเรียนเหล่านี้ว่า “เก่ง” “รับผิดชอบ” หรือบางครั้งถึงขั้นมองว่าเป็น “อัจฉริยะ” แต่จากประสบการณ์และการศึกษาเพิ่มเติมของผม พบว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นภายในอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง"
นักเรียนคนดังกล่าวอาจจะกังวลในใจว่า “ถ้าครั้งนี้ฉันทำไม่ได้ล่ะ” “ถ้าคะแนนลดลง คนอื่นจะคิดอย่างไร” “ถ้าผลลัพธ์ไม่ได้อย่างที่ต้องการ ฉันยังเป็นคนเก่งอย่างที่คนอื่นชมอยู่หรือไม่”
กล่าวคือ ความสมบูรณ์แบบไม่ได้เกิดจากความมั่นใจในตัวเอง แต่เกิดจากความกลัวว่าเราจะไม่ดีพอ
ด้วยเหตุนี้ผมจึงศึกษางานวิจัยเก่า ๆ เกี่ยวกับการยึดติดความสมูบรณ์แบบ (Perfectionism) และพบคำว่า "Multidimensional Perfectionism" หรือแนวคิดที่มองว่า “ความสมบูรณ์แบบมีหลายมิติ”
Multidimensional Perfectionism
งานวิจัยดังกล่าวเป็นของ Randy O. Frost และคณะ (1990) เสนอว่า Perfectionism ไม่ได้หมายถึง การตั้งมาตรฐานให้ตนเองสูงเท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยลักษณะหลายด้าน เช่น
1) ความกังวลต่อความผิดพลาด (Concern over Mistakes) คือ การมองความผิดพลาดว่าเป็นสิ่งที่มีความหมายมากกว่าความผิดพลาดธรรมดา เช่น นักเรียนที่ตอบผิดเพียงข้อเดียว แทนที่จะคิดว่า “ก็แค่ผิดข้อนี้” กลับคิดว่า “ฉันไม่เก่งด้านนี้”
2) มาตรฐานส่วนบุคคลที่สูง (Personal Standards) คือ การกำหนดเป้าหมายหรือความคาดหวังต่อตนเองไว้ในระดับสูง เช่น ต้องได้คะแนนมากกว่า 80% ต้องทำงานออกมาให้ดีที่สุด หรือต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช้เรื่องเสียหาย การมีมาตรฐานสูงไม่ได้เป็นปัญหาโดยตัวมันเองนะครับ
3) ความสงสัยในสิ่งที่ตนเองทำ (Doubts about Actions) คือ ความรู้สึกไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตนเองทำมันดีพอแล้วหรือยัง แม้ว่างานจะเสร็จหรือทำได้ดีแล้วก็ตาม ทำให้เกิดพฤติกรรมตรวจซ้ำ แก้ซ้ำ หรือใช้เวลามากกว่าที่จำเป็น เช่น ทำข้อสอบเสร็จแล้วแต่ยังย้อนกลับไปตรวจหลายครั้ง หรือส่งงานแล้วก็ยังคิดว่า “น่าจะทำได้ดีกว่านี้” สิ่งสำคัญคือ นักเรียนกลุ่มนี้อาจไม่ได้ขาดความสามารถ แต่ขาดความมั่นใจที่จะบอกตนเองว่า “เท่านี้ก็พอแล้ว”
4) ความคาดหวังและคำวิจารณ์จากพ่อแม่ (Parental Expectations and Parental Criticism) เป็นสองมิติที่ Frost และคณะ (1990) แยกออกจากกัน แต่สามารถผมคิดว่าเราสามารถอธิบายร่วมกันได้ กล่าวคือ นักเรียนรับรู้ว่าพ่อแม่คาดหวังให้ตนเองประสบความสำเร็จในระดับสูง หรือรู้สึกว่าความผิดพลาดมักตามมาด้วยคำวิจารณ์ ความผิดหวัง หรือการประเมินในทางลบ เมื่อประสบการณ์เช่นนี้ถูกสะสม นักเรียนอาจค่อย ๆ เรียนรู้ว่า “การทำได้ดีทำให้ฉันได้รับการยอมรับ แต่การผิดพลาดมีแนวโน้มที่จะทำให้ฉันสูญเสียการยอมรับนั้น”
| การทำได้ดีทำให้ฉันได้รับการยอมรับ แต่การผิดพลาดมีแนวโน้มที่จะทำให้ฉันสูญเสียการยอมรับนั้น |
ต่อมาอีกเพียงแค่ปีเดียว Hewitt และ Flett (1991) เสนออีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจ โดยแบ่ง Perfectionism ออกเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่
1) Self-Oriented Perfectionism คือการตั้งมาตรฐานกับตนเองไว้สูง และคาดหวังว่าตนเองจะต้องทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดี
2) Other-Oriented Perfectionism คือการนำมาตรฐานที่สูงไปคาดหวังกับผู้อื่น เช่น ต้องการให้เพื่อนร่วมงาน เพื่อน หรือคนรอบตัวทำสิ่งต่าง ๆ ได้ตามมาตรฐานที่ตนเองกำหนด
3) Socially Prescribed Perfectionism จะแตกต่างออกไป เพราะมาตรฐานไม่ได้ถูกรับรู้ว่ามาจากตัวเรา แต่มาจากคนอื่น นักเรียนรู้สึกว่าคนรอบข้างกำลังคาดหวังให้ตนต้องเก่ง ต้องประสบความสำเร็จ และไม่ควรทำผิดพลาด (Hewitt & Flett, 1991)
ผู้อ่านบางท่านอาจจะสับสนเล็กน้อยระหว่างข้อ 2 และ 3 ผมจึงขออธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อย พูดง่าย ๆ ว่า สองแบบแรกคือ “ฉันคาดหวังกับตัวเอง” และ “ฉันคาดหวังกับคนอื่น” แบบที่สามก็คือ “ฉันรู้สึกว่าคนอื่นคาดหวังกับฉัน”
เมื่อนำองค์ประกอบเหล่านี้มามองร่วมกัน เราจะเห็นว่า Perfectionism ไม่ได้เกิดจากความอยากทำให้ดีที่สุดเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับ ความหมายของความผิดพลาด ความไม่แน่ใจในผลงานของตนเอง และความคาดหวังที่บุคคลรับรู้จากคนรอบข้างด้วย นั่นหมายความว่า ความสมบูรณ์แบบไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากตัวเราเพียงคนเดียว แต่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างตัวเราและสภาพแวดล้อมที่เราเติบโตมา
ความสัมพันธ์และสภาพแวดล้อมนี่แหละที่เป็นตัวกำหนด โครงสร้างความคิดที่ว่า "ฉันอยากเก่ง” แต่อาจค่อย ๆ กลายเป็น “ฉันต้องเก่ง เพราะคนอื่นคาดหวังว่าฉันต้องเก่ง”
แล้วถ้าฉันทำให้คนอื่นผิดหวังล่ะ ตรงนี้เองที่ความสมบูรณ์แบบเริ่มเชื่อมโยงกับความไม่มั่นใจในคุณค่าของตนเอง เพราะกลายเป็นว่าฉันจะมีค่าเมื่อถูกคาดหวังจากผู้อื่น และทำให้ความคาดหวังนั้นเป็นจริง หากไม่สำเร็จ หรือคิดว่าจะต้องไม่สำเร็จแน่ ๆ ซึ่งคุณค่าที่ปรารถนา อาจจะขึ้นในระดับจิตสำนึก (Consciousness) และจิตใต้สำนึก (Subconscious) ก็ได้ทั้งนั้น
เราจะสามารถหลุดจากวงจรที่ต้องใช้ความสำเร็จครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองดีพอได้หรือไม่
ผมค่อนข้างมั่นใจว่า การบอกนักเรียนเพียงว่า “อย่าคิดมาก” “ช่างมัน” “ไม่ต้องตั้งใจขนาดนั้นก็ได้” หรือ “คะแนนไม่สำคัญหรอก” มักไม่เพียงพอที่จะช่วยให้พวกเขาหลุดออกจากวงจรของ Perfectionism เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้มีแค่ความตั้งใจที่จะทำให้ดี แต่ยังเกี่ยวข้องกับความกลัวความผิดพลาด การนำคุณค่าของตนเองไปผูกกับผลลัพธ์
การหลุดออกจากวงจรนี้ต้องเกิดขึ้นในหลาย ๆ ด้านพร้อมกัน ทั้งการเรียนรู้ว่า ความผิดพลาดไม่ได้เท่ากับความล้มเหลวของตัวตน การตั้งมาตรฐานที่สูงแต่ยืดหยุ่น การแยกคุณค่าในตนเองออกจากผลสัมฤทธิ์และการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยพอให้เราผิดพลาดได้โดยไม่รู้สึกว่าคุณค่าของตนเองลดลง
เป้าหมายจึงไม่ใช่การทำให้นักเรียนเลิกตั้งมาตรฐานสูง แต่คือการช่วยให้พวกเขา ลดความกังวลต่อความผิดพลาด และการประเมินตนเองในทางลบ ขณะเดียวกันยังคงรักษาความมุ่งมั่น ความรับผิดชอบ และความต้องการพัฒนาตนเองเอาไว้
แม้หลักการเหล่านี้จะดูเรียบง่าย แต่การเปลี่ยนจากความเข้าใจให้กลายเป็นความเชื่อและพฤติกรรมใหม่ อาจต้องอาศัยเวลาค่อนข้างยาวนาน
เพราะสิ่งที่เรากำลังเปลี่ยนไม่ใช่แค่ความคิด แต่เป็นรูปแบบการมองตนเอง และการตอบสนองต่อความผิดพลาดที่อาจถูกสร้างและตอกย้ำมาเป็นเวลานานหลายปี การเปลี่ยนแปลงจึงต้องอาศัยประสบการณ์ใหม่ซ้ำ ๆ ที่ช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ว่า ความผิดพลาดไม่ได้หมายถึงการสูญเสียคุณค่า การยอมรับ หรือความปลอดภัยอีกต่อไป เช่น
นักเรียนส่งงานที่ตนเองรู้สึกว่ายังไม่สมบูรณ์แบบพอ แต่พบว่าผลลัพธ์ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คาดไว้ เขาจะค่อย ๆ เรียนรู้ว่า งานสามารถไม่สมบูรณ์ได้ โดยที่คุณค่าของตนเองไม่ได้ลดลง และหากเป็นไปได้ ควรจดบันทึกสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไว้ด้วย เพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “ความกลัว” กับ “ความเป็นจริง”
นักเรียนขอความช่วยเหลือในเรื่องที่เข้าใจไม่ดีพอ แล้วพบว่าครูไม่ได้มองว่าตนเองอ่อนแอหรือไม่มีความสามารถ เมื่อนักเรียนได้รับประสบการณ์เช่นนี้ซ้ำ ๆ เขาจะค่อย ๆ เรียนรู้ว่า การขอความช่วยเหลือสามารถเกิดขึ้นพร้อมกับการเป็นคนที่มีความสามารถได้ ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยสร้างความรู้สึกว่าการยอมรับความไม่สมบูรณ์ของตนเองเป็นสิ่งที่ปลอดภัย และทำให้พวกเขากล้าขอความช่วยเหลือมากขึ้นในอนาคต
และข้อที่อาจทำได้ยากที่สุด แต่สำคัญมาก คือการยอมรับว่าในบางครั้งเราอาจทำให้พ่อแม่หรือคนที่เรารักผิดหวังได้ แล้วหลังจากพูดคุยกันพบว่าความสัมพันธ์ยังคงอยู่ (หวังว่า) ประสบการณ์เช่นนี้ช่วยให้เรียนรู้ว่า การทำให้ใครบางคนผิดหวังในบางครั้ง ไม่ได้หมายความว่าเราจะสูญเสียความรักหรือคุณค่าของตนเองไปพร้อมกัน
ในฐานะครู (ที่น่ารัก) ผมไม่ได้อยากให้นักเรียนหยุดพยายามหรือเลิกตั้งมาตรฐานกับตัวเอง แน่นอนผมอยากเห็นพวกเขาเติบโตเป็นคนเก่ง มีความรับผิดชอบ และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
แต่ผมก็ไม่อยากให้ความเก่งเหล่านั้นต้องแลกมาด้วยการตำหนิตัวเองทุกครั้งที่ผิดพลาด หรือทำให้เขาเชื่อว่าตนเองจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบเท่านั้น
เพราะโลกของเรามีคนเก่งมากมายอยู่แล้ว และก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้เวลาทั้งชีวิตวิ่งไล่ตามมาตรฐานบางอย่าง โดยที่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองดีพอเสียที
สิ่งที่ผมอยากเห็นในตัวลูกศิษย์ ไม่ใช่คนที่ทำข้อสอบได้คะแนนดี ทำงานได้ยอดเยี่ยม หรือประสบความสำเร็จเหนือผู้อื่น แต่คือคนที่รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เพราะเขาเองก็เข้าใจว่ามนุษย์ทุกคนมีวันที่ผิดพลาด รู้จักให้อภัยตัวเองเมื่อทำได้ไม่ดีอย่างที่หวัง
และยังสามารถยื่นมือให้คนข้าง ๆ ได้ ในวันที่เขาคนนั้นกำลังรู้สึกว่า “ตัวเองยังไม่ดีพอ”
อ้างอิง
Crocker, J., & Wolfe, C. T. (2001). Contingencies of self-worth. Psychological Review, 108(3), 593–623. https://doi.org/10.1037/0033-295X.108.3.593
Frost, R. O., Marten, P., Lahart, C., & Rosenblate, R. (1990). The dimensions of perfectionism. Cognitive Therapy and Research, 14(5), 449–468. https://doi.org/10.1007/BF01172967
Hewitt, P. L., & Flett, G. L. (1991). Perfectionism in the self and social contexts: Conceptualization, assessment, and association with psychopathology. Journal of Personality and Social Psychology, 60(3), 456–470. https://doi.org/10.1037/0022-3514.60.3.456
Stoeber, J., & Otto, K. (2006). Positive conceptions of perfectionism: Approaches, evidence, challenges. Personality and Social Psychology Review, 10(4), 295–319. https://doi.org/10.1207/s15327957pspr1004_2
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น