“Trade this life for something new” ไม่ใช่การหลบหนีอดีต แต่เป็นการยอมรับว่า บางเรื่องจบลงแล้ว และเราไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตต่อไปด้วยการพยายามรักษาสิ่งที่ไม่มีอยู่แล้วให้เหมือนเดิม
บทความนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลง Waiting for the End ของ Linkin Park หลังจากที่วงได้เผยแพร่คลิปการแสดงสดเพลงนี้ในเวอร์ชั่นนักร้องคนใหม่ที่ดีมาก และพบว่าเพลงเดิมเพลงหนึ่งสามารถพาเราย้อนกลับไปหาความทรงจำจำนวนมากได้อย่างน่าประหลาด
มันทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลาหนึ่งในอดีต นึกถึง Linkin Park ในวันที่ผมเคยฟังพวกเขา และแน่นอน นึกถึงเชสเตอร์ เบนนิงตัน (Chester Bennington) นักร้องและนักแต่งเพลงที่ผมรักและชื่นชมมากที่สุดคนหนึ่งตลอดมา
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อผมกลับไปฟังเพลงนี้ในวันนี้ ความรู้สึกไม่ได้เหมือนเดิมอีกแล้ว เพลงยังเป็นเพลงเดิม ความทรงจำบางอย่างยังคงอยู่ แต่คนที่กำลังฟังมันในวันนี้ผ่านเรื่องราวมาอีกมากมายแล้ว
ไม่แปลกเลยครับ มันก็เหมือนกับหนังสือเล่มเดิม แต่คนอ่านไม่ใช่คนเดิม สถานที่เดิม แต่คนไปไม่ได้เป็นคนเดิม เหมือนกับสายน้ำที่ไม่ใช่สายเดิมอีกต่อไปแล้ว
เชสเตอร์ เบนนิงตัน นักร้องนำระดับตำนานของวง Linkin Park ผู้มีพลังเสียงอันทรงพลัง และถ่ายทอดความเจ็บปวดในจิตใจออกมาเป็นบทเพลงที่เข้าถึงผู้คนนับล้านทั่วโลก
เพลงนี้มีความหมายโดยรวมถึง การเผชิญกับสิ่งที่เลวร้าย ทุกข์กับมัน แต่สุดท้ายก็ต้องปล่อยวางมันลง แล้วก้าวไปสู่สิ่งหมาย มันพิเศษตรงนี้แหละครับ มันไม่ได้บอกเล่าความเศร้า และความทุกข์เพียงอย่างเดียว แต่มันยังเป็นการให้กำลังใจให้เราเป็นคนใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
Sitting in an empty room (นั่งอยู่เพียงลำพังในห้องที่ว่างเปล่า)
Trying to forget the past (พยายามลืมทุกอย่างที่ผ่านไป)
This was never meant to last (บางทีเรื่องนี้อาจไม่เคยถูกกำหนดให้คงอยู่ตลอดไป)
I wish it wasn’t so (แต่ฉันก็ยังภาวนาว่า มันจะไม่เป็นเช่นนั้น)
ช่วงแห่งการเผชิญกับความว่างเปล่าหลังการสูญเสีย เมื่อสิ่งหนึ่งจบลง สิ่งที่ตามมาไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ทันที แต่เป็นช่องว่าง ช่วงที่ยังนั่งอยู่กับอดีต ยังพยายามลืม และยังต่อรองกับความจริงว่า “มันไม่ควรจบแบบนี้” หรือ “อยากให้มันไม่เป็นจริง” ผมคิดว่านี่เป็นส่วนที่มนุษย์มากที่สุด เพราะการยอมรับไม่ได้เกิดขึ้นทันทีที่เราเข้าใจความจริง บางครั้งเรา รู้ว่ามันจบแล้ว แต่ใจยังอยากให้มันไม่จบ
I know what it takes to move on (ฉันรู้ดีว่าต้องใช้มากแค่ไหนกว่าจะก้าวต่อไปได้)
I know how it feels to lie (ฉันรู้ดีว่าการต้องอยู่กับคำโกหกนั้นรู้สึกอย่างไร)
All I wanna do (สิ่งเดียวที่ฉันต้องการ)
Is trade this life for something new (คือการทิ้งชีวิตแบบเดิม เพื่อแลกกับบางสิ่งที่ใหม่กว่า)
Holding on to what I haven’t got (แทนที่จะยังยึดติดอยู่กับสิ่งที่ไม่เคยเป็นของฉัน)
การตระหนักว่าถึงเวลาต้องปล่อยชีวิตแบบเดิมไว้ข้างหลัง ท่อนนี้แสดงให้เห็นว่าไม่ได้เพียงรู้ว่าการก้าวต่อไปเป็นเรื่องยาก แต่เริ่มมองเห็นแล้วว่า การยังยึดอยู่กับสิ่งที่สูญเสียไปหรือไม่มีอยู่จริง ไม่สามารถพาเขาไปสู่ชีวิตแบบใหม่ได้
ความต้องการที่จะ “Trade this life for something new” จึงไม่ใช่การหลบหนีอดีต แต่เป็นการยอมรับว่า บางเรื่องจบลงแล้ว และเราไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตต่อไปด้วยการพยายามรักษาสิ่งที่ไม่มีอยู่แล้วให้เหมือนเดิม และนั่นทำให้ผมคิดถึงประโยคหนึ่งขึ้นมา
"บางครั้งเราไม่ได้ต้องการย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ เราเพียงต้องการเวลามากพอที่จะยอมรับว่า เรื่องเดิมจบลงแล้ว และตัวเราที่จะเดินต่อจากตรงนี้ ไม่จำเป็นต้องเหมือนคนเดิมอีกต่อไป"
ผมเชื่อว่าเชสเตอร์นักร้องของวง ที่ตัดสินใจอัตวิบากกรรม ได้ก้าวผ่านตัวตนเดิมไปสู่ตัวตนใหม่เรียบร้อยแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่สามารถแต่งเพลงที่วิเศษได้ขนาดนี้ แต่ความทรงจำและความเจ็บปวด มันไม่เคยหายไป มันมักจะย้อนกลับมาหาเราเสมอในช่วงเวลาที่เรามีจิตที่เข้มแข็งไม่พอ
ไม่ว่าจะเป็นคนที่แข็งแกร่งแค่ไหน ก็ย่อมมีเวลาแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น สำหรับท่านผู้อ่านที่เผชิญกับความทรงจำที่ไม่อยากจดจำ และตระหนักว่าถึงเวลาต้องปล่อยชีวิตแบบเดิมไว้ข้างหลัง และปรารถนาจะก้าวเดินต่อไป
ขอให้ทุกท่านอยู่กับปัจจุบัน รักษาความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ และรู้สึกถึงความสุขกับสิ่งที่เรียบง่าย เพื่อให้จิตใจยังคงเข้มแข็งอยู่
แต่เมื่อไหร่ที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามคาดหวัง ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ขอให้รู้เอาไว้ว่า "การยอมรับไม่ได้หมายถึงการลืมสิ่งที่เกิดขึ้น" สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา จะคงอยู่กับเราตลอดไป แต่อย่ามันเปลี่ยนแปลงเราไปในทิศทางที่แย่
ขอให้เรายึดเหนี่ยวบางสิ่งเอาไว้ แล้วมีชีวิตต่อไป เป็นตัวตนที่ดีมากขึ้นเรื่อย ๆ “Trade this life for something new, holding on to what I haven’t got"
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น