Id, Ego และ Superego: มนุษย์ไม่ได้ต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว แต่กำลังต่อรองระหว่างความต้องการ ความจริง และสิ่งที่คิดว่าควรเป็น
เด็กคนหนึ่งสอบได้ 95 คะแนน Id อาจพอใจกับความสำเร็จนั้นแล้ว แต่ Superego กลับถามว่า “ WTF แล้วอีก 5 คะแนนหายไปไหน”
ก่อนอื่นผมต้องบอกก่อนว่า ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) เป็นนักจิตวิทยาคนหนึ่งที่ผมชอบมากที่สุด
แน่นอนว่า เมื่อมองจากมาตรฐานทางจิตวิทยาในปัจจุบัน แนวคิดของ Freud หลายอย่างมีข้อจำกัด หลายข้อยากต่อการพิสูจน์เชิงประจักษ์ และบางแนวคิดก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในระดับเดียวกับทฤษฎีสมัยใหม่
แต่ถึงอย่างนั้น ผมคิดว่าเราปฏิเสธได้ยากว่า Freud เป็นหนึ่งในคนที่เปิดประตูสำคัญบานหนึ่งให้กับการทำความเข้าใจมนุษย์ เขาชวนให้เรามองว่า สิ่งที่มนุษย์คิด รู้สึก และกระทำ อาจไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เรารู้ตัวทั้งหมด
ภายในตัวเราอาจมีทั้งความต้องการ ความกลัว ความขัดแย้ง ความทรงจำ และแรงผลักดันบางอย่างที่เราเองก็ไม่ได้เข้าใจอย่างชัดเจนเสมอไป
หนึ่งในแนวคิดที่มีอิทธิพลมากที่สุดของ Freud คือ โครงสร้างบุคลิกภาพ Id, Ego และ Superego
แม้เวลาผ่านมากว่าร้อยปี ผมยังคิดว่าโมเดลนี้เป็นภาษาที่น่าสนใจมากสำหรับใช้ทำความเข้าใจความขัดแย้งภายในของมนุษย์
Id คือส่วนที่เกี่ยวข้องกับแรงขับ ความต้องการ และการแสวงหาความพึงพอใจ มันต้องการสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “สิ่งนี้เหมาะสมหรือไม่” “คนอื่นจะคิดอย่างไร” หรือ “ระยะยาวจะเกิดอะไรขึ้น”
มันบอกว่า “ฉันต้องการสิ่งนี้” หิวก็อยากกิน เหนื่อยก็อยากพัก โกรธก็อยากระบาย รักก็อยากเข้าใกล้ เจ็บก็อยากหลีกหนี และอยากได้รับการยอมรับก็อยากให้คนอื่นมองเห็นเรา
เรามักเผลอนึกถึง Id ในฐานะด้านมืดหรือด้านเลวของมนุษย์ แต่ผมคิดว่านั่นเป็นความเข้าใจที่ง่ายเกินไป เพราะแรงขับจำนวนมากไม่ได้เลวร้ายอะไรเลย
ความต้องการพัก ความต้องการความรัก ความต้องการความปลอดภัย ความโกรธเมื่อถูกละเมิด หรือความปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์
ปัญหาจึงไม่ใช่การมีตัวตนของ Id แต่คือ เราจะทำอย่างไรกับสิ่งที่ Id ต้องการ
ถัดมา ถ้า Id พูดว่า “ฉันต้องการ” Superego มักพูดว่า “เธอควรจะ...”
Superego เกี่ยวข้องกับมาตรฐานทางศีลธรรม อุดมคติ กฎเกณฑ์ และสิ่งที่เราเรียนรู้จากครอบครัว สังคม วัฒนธรรม หรือบุคคลสำคัญในชีวิตว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรน่าภาคภูมิใจ และอะไรควรรู้สึกผิด
จากเดิม เราจึงมักเห็น Id เป็นปีศาจตัวเล็กที่นั่งอยู่บนไหล่ข้างหนึ่ง และ Superego เป็นเทวดาที่นั่งอยู่อีกข้าง แต่ผมคิดว่าภาพสไตล์ดั้งเดิม นี้ทำให้เราเข้าใจ Superego ดีเกินความจริงไปมาก ๆ
Superego ไม่ได้เท่ากับความดีเสมอไป
บางครั้ง Superego อาจกลายเป็นเสียงภายในที่โหดร้ายกับเราอย่างไม่น่าเชื่อ หลายครั้งมันพูดว่า “ฉันต้องเก่งกว่านี้” “ฉันห้ามผิดพลาด” “ฉันต้องเป็นคนดีตลอดเวลา” “ฉันต้องไม่ทำให้ใครผิดหวัง” “คนอื่นต้องชอบฉัน” “ฉันไม่มีสิทธิพัก ถ้ายังทำได้ไม่ดีพอ” และที่รุนแรงที่สุดคือ “ถ้าฉันล้มเหลว แสดงว่าฉันไม่ดีพอ”

มนุษย์ไม่ได้ต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว แต่กำลังต่อรองระหว่างความต้องการ ความจริง และสิ่งที่คิดว่าควรเป็น
ตรงนี้แหละทำให้ผมคิดว่า บางครั้งมนุษย์ไม่ได้กำลังต่อสู้กับ “ด้านเลว” ของตัวเองเลย แต่กำลังต่อสู้กับ มาตรฐานภายในที่เรียกร้องจากตัวเองมากเกินไป
ตรงกลางของความขัดแย้งนั้นคือ Ego คำว่า Ego ในทฤษฎีของ Freud ไม่ได้หมายถึง “อีโก้สูง” หรือหลงตัวเองอย่างที่เราใช้กันในภาษาพูด แต่ Ego มีหน้าที่รับมือกับความเป็นจริง
Id อาจพูดว่า “ฉันอยากทำสิ่งนี้เดี๋ยวนี้”
Superego อาจพูดว่า “เธอห้ามทำเด็ดขาด”
แต่โลกภายนอกอาจบอกว่า “ต่อให้เธออยากทำ ก็ยังทำตอนนี้ไม่ได้”
Ego จึงต้องพยายามหาทางอยู่ตรงกลางระหว่าง สิ่งที่ฉันต้องการ สิ่งที่ฉันคิดว่าควรเป็น และ สิ่งที่ความเป็นจริงอนุญาตให้เป็นไปได้ นี้แหละที่โครตจะทำให้มนุษย์ซับซ้อน
กล่าวคือ เราไม่ได้เลือก “ความดี” หรือ “ความชั่ว” แต่กำลังต่อรองอยู่ตลอดเวลาว่า ฉันอยากทำอะไร ฉันควรทำอะไร ฉันทำอะไรได้จริง และฉันยอมรับผลของการเลือกนั้นได้หรือไม่
อีกความเข้าใจผิดหนึ่งที่พบได้บ่อยคือ Id = Unconscious, Ego = Conscious, Superego = Conscious หรือศีลธรรม เพราะจริง ๆ แล้วนี่เป็นคนละโมเดลกัน
Freud เคยอธิบายจิตใจผ่านแนวคิด Conscious, Preconscious และ Unconscious ก่อน ต่อมาจึงเสนอโมเดลโครงสร้าง Id, Ego และ Superego อย่างเป็นระบบมากขึ้นใน The Ego and the Id ปี 1923
สองโมเดลนี้ไม่ได้ซ้อนทับกันแบบสามช่องพอดี Ego เองก็มีส่วนที่เราไม่รู้ตัว และ Superego ก็สามารถทำงานอยู่นอกการตระหนักรู้ได้เช่นกัน
บางครั้งเราจึงรู้สึกผิดโดยไม่รู้ว่าทำไม บางครั้งเรากดดันตัวเองอย่างรุนแรงทั้งที่ไม่มีใครกำลังกดดันเราอยู่เลย หรือบางครั้งเรารู้สึกว่า “ฉันควรต้องเป็นแบบนี้” โดยไม่เคยหยุดถามว่า ใครเป็นคนบอกเราตั้งแต่แรกว่าเราต้องเป็นแบบนั้น
ทั้งสามส่วนขัดแย้งกันตลอด
ลองนึกถึงคนคนหนึ่งที่เหนื่อยมาก Id บอกว่า “ฉันอยากพัก” แต่ Superego บอกว่า “คนที่ประสบความสำเร็จไม่ควรขี้เกียจ เธอยังทำได้ไม่มากพอ”
ขณะที่ความเป็นจริงบอกว่า “พรุ่งนี้มีงานต้องส่ง” Ego จึงต้องหาทางจัดการ โดยเลือกทำงานต่ออีกหนึ่งชั่วโมงแล้วพัก เลื่อนงานบางอย่างออกไป ขอความช่วยเหลือ หรืออาจจะพยายามทำทุกอย่างต่อจนหมดแรง
เมื่อความขัดแย้งภายในสูงขึ้น Ego ก็อาจต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า Defense Mechanisms หรือกลไกป้องกันตนเอง
บางครั้งเราใช้ Projection นำความคิด ความรู้สึก หรือแรงปรารถนาของตนเองที่ยอมรับได้ยาก ไปมองว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในคนอื่น เช่น เราไม่ชอบใครบางคน แต่กลับรู้สึกว่า “เขาต่างหากที่ไม่ชอบเรา”
บางครั้งเรา Rationalization หาเหตุผลที่ฟังดูดีมาอธิบายสิ่งที่ตัวเองทำ
บางครั้งเราใช้ Displacement ย้ายอารมณ์จากบุคคลหรือสถานการณ์ที่เป็นต้นเหตุ ไปแสดงกับเป้าหมายอื่นที่ปลอดภัยกว่า เช่น โกรธหัวหน้าแต่กลับมาหงุดหงิดใส่คนในครอบครัว
กล่าวคือ Ego ไม่ได้เป็นแค่ผู้ตัดสินระหว่าง Id กับ Superego แต่มันเหมือนกับคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเสียงหลายเสียง และพยายามหาทางให้ชีวิตยังดำเนินต่อไปได้
หลายครั้ง Superego ต่างหากที่ทำให้เราเจ็บ
เรามักคิดว่าคนที่มีปัญหาทางอารมณ์อาจเป็นเพราะควบคุมแรงขับของตัวเองไม่ได้ แต่ในหลายกรณี ผมกลับเห็นตรงกันข้าม ยกตัวอย่างกรณีที่ผมมักจะพบเห็นได้ง่ายคือ Perfectionism
เด็กคนหนึ่งสอบได้ 95 คะแนน Id อาจพอใจกับความสำเร็จนั้นแล้ว แต่ Superego กลับถามว่า “ WTF แล้วอีก 5 คะแนนหายไปไหน”
หรือเด็กบางคนได้รับคำชมจากครูหลายคน แต่เสียงภายในกลับบอกว่า “ครั้งหน้าห้ามพลาดนะ เพราะถ้าพลาด คนอื่นจะรู้ว่าเธอไม่ได้เก่งจริง”
คนอีกคนทำงานมาตลอดทั้งสัปดาห์และรู้สึกเหนื่อย แต่เมื่อกำลังจะพัก กลับรู้สึกผิดว่า “คนอื่นยังทำงานอยู่เลย ฉันไม่มีสิทธิหยุด” (พวก Productivity Addicts ก็คล้าย ๆ กัน)
ในกรณีเหล่านี้ สิ่งที่ต้องควบคุมไม่ใช่ความต้องการ แต่เป็น สิ่งที่เราเรียกร้องจากตัวเอง
แม้ Superego จะช่วยให้เรามีมาตรฐาน มีความรับผิดชอบ และคำนึงถึงผู้อื่นเป็นสิ่งที่มีคุณค่า แต่ Superego นี้แหละที่ไม่ยอมให้เราผิดพลาด ไม่ยอมให้เราเหนื่อย และไม่ยอมให้เราเป็นมนุษย์ ก็สามารถกลายเป็นผู้คุมที่โหดร้ายได้เช่นกัน
Id ไม่ได้เป็นศัตรูอย่างที่ใครคิด
หากเราไม่เคยฟังความต้องการของตัวเองเลย ชีวิตอาจดูเรียบร้อยจากภายนอก แต่ข้างในอาจเต็มไปด้วยความคับข้องใจ
บางครั้งความโกรธกำลังบอกว่าเราถูกละเมิดขอบเขต
ความเหนื่อยกำลังบอกว่าเราต้องพัก
ความเหงากำลังบอกว่าเราต้องการความสัมพันธ์
ความอิจฉาบางครั้งอาจกำลังบอกว่า มีบางสิ่งในชีวิตของอีกคนที่สะท้อนสิ่งที่เราเองปรารถนา
ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำตามทุกความรู้สึก แต่การรับฟังมันต่างจากการปล่อยให้มันควบคุมเรา ยกตัวอย่างเช่น
เรารับรู้ว่า “ฉันโกรธมาก” โดยไม่จำเป็นต้องทำร้ายใคร
เรารับรู้ได้ว่า “ฉันอยากได้รับการยอมรับ” โดยไม่ต้องใช้ชีวิตทั้งหมดเพื่อเอาใจคนอื่น
เรารับรู้ได้ว่า “ฉันอยากพัก” โดยไม่จำเป็นต้องสรุปว่าตัวเองเป็นคนขี้เกียจ
มันคือพื้นที่ที่ Ego ต้องทำงาน และจุดที่น่าสนใจที่สุดของแนวคิดนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การถามว่า
“ส่วนไหนควรชนะ” แต่คือ “เราจะทำให้ทั้งสามส่วนอยู่ร่วมกันอย่างไร”
สุขภาพจิตที่ดีอาจไม่ใช่การกำจัดความต้องการของ Id ไม่ใช่การทำตาม Superego ทุกอย่าง และไม่ใช่การปฏิเสธความจริงภายนอกเพื่อรักษาความรู้สึกของตัวเอง
แต่คือการมี Ego ที่แข็งแรงพอที่จะพูดว่า “ฉันรู้ว่าฉันต้องการอะไร ฉันรู้ว่าฉันให้คุณค่ากับอะไร ฉันรู้ว่าความจริงมีข้อจำกัดอย่างไร และฉันจะเลือกสิ่งที่ฉันสามารถรับผิดชอบต่อมันได้”
บางครั้งเราเลือกตามความต้องการ บางครั้งเราเลือกตามหน้าที่ บางครั้งเราประนีประนอม บางครั้งเราต้องอดทนรอ และบางครั้งเราต้องกลับไปถาม Superego ของตัวเองด้วยว่า
“มาตรฐานที่ฉันกำลังใช้ตัดสินตัวเองนี้ เป็นสิ่งที่ฉันเลือกจริง ๆ หรือเป็นเสียงของใครบางคนที่ยังพูดอยู่ในหัวกันแน่”
มนุษย์ไม่ได้กำลังต่อสู้ระหว่างเทวดากับปีศาจที่อยู่ภายใน แต่เรากำลังเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับ สิ่งที่เราอยากเป็น สิ่งที่เราคิดว่าควรเป็น และสิ่งที่เราเป็นได้จริงในโลกใบนี้
อ้างอิง
คาลอส บุญสุภา. (2560) Id Ego และ Superego ทฤษฎีโครงสร้างบุคลิกภาพ. https://sircr.blogspot.com/2017/12/id-ego-superego-sigmund-freud.html?m=1
Cramer, P. (2000). Defense mechanisms in psychology today: Further processes for adaptation. American Psychologist, 55(6), 637–646. https://doi.org/10.1037/0003-066X.55.6.637
Westen, D. (1998). The scientific legacy of Sigmund Freud: Toward a psychodynamically informed psychological science. Psychological Bulletin, 124(3), 333–371. https://doi.org/10.1037/0033-2909.124.3.333
Shedler, J. (2010). The efficacy of psychodynamic psychotherapy. American Psychologist, 65(2), 98–109. https://doi.org/10.1037/a0018378
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น