Imposter Syndrome: ความไม่มั่นใจตามธรรมชาติที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความผิดปกติ

ตอนที่เรารู้น้อย สิ่งที่เราไม่รู้ยังมองไม่เห็น แต่เมื่อเราเรียนรู้มากขึ้น ขอบเขตระหว่างสิ่งที่เรารู้กับสิ่งที่ยังไม่รู้ก็เริ่มปรากฏชัดขึ้น

            นี่เป็นบทความหนึ่งที่ผมอยากเขียนมานานแล้ว เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้ยินทั้งลูกศิษย์ คนรู้จัก หรือแม้แต่คนบน Social Media พูดถึงตัวเองว่า “ฉันเป็น Imposter Syndrome”

            เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งอย่างที่คนอื่นคิด เพราะเข้าไปอยู่ท่ามกลางคนที่เก่งกว่า เพราะทำอะไรบางอย่างสำเร็จแล้วยังรู้สึกว่า “มันอาจเป็นเพราะโชค” หรือบางครั้งเพียงเพราะเริ่มสงสัยว่า ความสามารถของตัวเองอาจไม่ได้โดดเด่นอย่างที่เคยคิด

            แม้แต่ตัวผมเอง ในบางช่วงของชีวิตก็เคยมีความรู้สึกเช่นนั้น แต่สิ่งที่ผมอยากชวนคิดในบทความนี้คือ "ทุกครั้งที่เรารู้สึกไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง เรากำลังเป็น Imposter Syndrome จริงหรือไม่"

            ผมคิดว่า ไม่จำเป็นเลย เพราะความรู้สึกว่า “ฉันอาจไม่ได้เก่งอย่างที่คิด” สามารถเกิดขึ้นได้จากเหตุผลมากมาย และหลายเหตุผลนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติของการเปรียบเทียบทางสังคม มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่าเรากำลังมี “Syndrome” บางอย่าง

            ความจริงแล้ว ในงานต้นฉบับของ Pauline Clance และ Suzanne Imes เมื่อปี 1978 นักวิจัยไม่ได้ใช้คำว่า Impostor Syndrome แต่เรียกว่า Impostor Phenomenon หรือ “ปรากฏการณ์ผู้แอบอ้าง”

            Clance และ Imes ใช้คำนี้อธิบายประสบการณ์ของผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จสูง ซึ่งแม้จะมีหลักฐานด้านความสามารถและความสำเร็จอยู่ตรงหน้า แต่กลับยังเชื่อว่าตัวเองไม่ได้เก่งจริง รู้สึกว่าคนอื่นประเมินตนสูงเกินไป และกลัวว่าวันหนึ่งคนอื่นจะค้นพบว่าตัวเองไม่ได้มีความสามารถอย่างที่ทุกคนคิด

            ตรงนี้สำคัญมาก เพราะโดยพื้นฐานแล้ว Impostor Phenomenon ไม่ได้หมายความแค่ว่า “ฉันไม่มั่นใจ”ความรู้สึกประมาณว่า “ฉันยังไม่เก่งเรื่องนี้” “ข้อสอบครั้งนี้ยากมาก” “เพื่อนในห้องนี้เก่งกว่าฉันหลายคน”“ฉันยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ” ไม่ได้ทำให้เราเป็น Impostor โดยอัตโนมัติ

            ลักษณะที่ใกล้กับ Impostor Phenomenon มากกว่าคือ แม้จะมีหลักฐานของความสำเร็จเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก บุคคลก็ยังมีปัญหาในการยอมรับความสำเร็จนั้นว่าเป็นผลจากความสามารถของตน เช่น อธิบายว่าเป็นเพราะโชค จังหวะ ความช่วยเหลือของคนอื่น หรือเพราะตนสามารถ “หลอก” ให้คนอื่นคิดว่าเก่งได้ และยังกลัวว่าจะถูกเปิดโปงในอนาคต นั่นแตกต่างจากความไม่มั่นใจธรรมดาพอสมควร

            ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เรียกว่า Impostor Phenomenon ไม่ได้ถูกจัดเป็นโรคทางจิตเวชที่วินิจฉัยได้ และงานทบทวนด้านการวัดก็ระบุชัดว่าเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่พบได้ทั้งในประชากรทั่วไปและกลุ่มทางคลินิก ไม่ใช่ภาวะที่สามารถวินิจฉัยได้แบบโรคหนึ่งโรคหนึ่ง 

            นักวิชาการบางส่วนรวมทั้งผมจึงเลือกใช้คำว่า Impostor Phenomenon มากกว่า “Syndrome” เพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้ประสบการณ์ดังกล่าวดูเป็นพยาธิสภาพเกินความจำเป็น (Mak et al., 2019; Bravata et al., 2020) เช่นเดียวกับ Main character syndrome ซึ่งเป็น “Syndrome” ที่ผมไม่พอใจอย่างมาก

ความรู้สึกว่า “ฉันอาจไม่ได้เก่งอย่างที่คิด” เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติของการเปรียบเทียบทางสังคม ไม่ใช่ “Syndrome” 

            ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ผมอยากให้ลูกศิษย์ของผมหยุดสักครู่ก่อนจะบอกตัวเองว่า “ฉันเป็น Imposter Syndrome” แล้วลองถามก่อนว่า “จริง ๆ แล้ว ความไม่มั่นใจครั้งนี้กำลังเกิดจากอะไร” 

            เพราะคำตอบมีได้มากกว่าหนึ่งอย่าง

            เราเพิ่งเข้าสู่สิ่งแวดล้อมที่ยากขึ้น

            เราเพิ่งเริ่มต้นทำบางสิ่ง

            เรามีมาตรฐานกับตัวเองสูงมาก (Perfectionist)

            เรากำลังเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่อยู่เหนือกว่า

            เราค้นพบว่าความสำเร็จในเรื่องหนึ่งไม่ได้ทำให้เราเก่งทุกเรื่อง

            หรือบางครั้ง ความมั่นใจของคนเราก็เพียงขึ้นลงตามสถานการณ์เท่านั้น และทั้งหมดนั้นไม่จำเป็นต้องถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นชื่อของความผิดปกติ

ยิ่งรู้มากขึ้น บางครั้งเรายิ่งเห็นว่าตัวเองไม่รู้อีกมากแค่ไหน และเมื่อปลาไม่ได้ตัวเล็กลง แต่บ่อใหญ่ขึ้น

            มีประสบการณ์หนึ่งที่ผมพบจากการสอนนักเรียนอยู่เสมอ นักเรียนคนหนึ่งอาจเริ่มต้นด้วยความรู้สึกว่า “ฉันเก่งคณิตศาสตร์” แล้วเมื่อเรียนสูงขึ้น โจทย์ยากขึ้น หรือได้พบคนที่เก่งขึ้น ความรู้สึกนั้นอาจเปลี่ยนเป็น “จริง ๆ แล้วมีคนเก่งกว่าฉันอีกเยอะ และยังมีเรื่องที่ฉันไม่รู้อีกมาก”

            ผมไม่อยากรีบเรียกความรู้สึกนี้ว่า Impostor Syndrome เพราะบางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การที่นักเรียนสูญเสียความสามารถ แต่คือ เขาเริ่มมองเห็นขนาดของโลกที่กำลังเรียนรู้อยู่ชัดขึ้น

            ตอนที่เรารู้น้อย สิ่งที่เราไม่รู้ยังมองไม่เห็น แต่เมื่อเราเรียนรู้มากขึ้น ขอบเขตระหว่างสิ่งที่เรารู้กับสิ่งที่ยังไม่รู้ก็เริ่มปรากฏชัดขึ้น

            ตรงนี้อาจเข้าใกล้แนวคิด Intellectual Humility หรือความถ่อมตนทางปัญญา ซึ่งไม่ได้หมายถึงการดูถูกตนเองหรือคิดว่าตนไม่มีความสามารถ แต่คือการตระหนักว่า ความรู้ ความเชื่อ และความเข้าใจของเรามีข้อจำกัด และเรามีโอกาสผิดได้

            ดังนั้นบางครั้งประโยคว่า “ฉันอาจไม่ได้รู้มากอย่างที่เคยคิด” ไม่ได้เป็นสัญญาณของความผิดปกติ มันเป็นสัญญาณว่า เราเริ่มรู้มากพอที่จะมองเห็นสิ่งที่ตัวเองยังไม่รู้

            แน่นอน ไม่ใช่ความไม่มั่นใจทุกชนิดจะเป็น Intellectual Humility เช่นกัน การดูถูกตัวเอง ความกลัวความล้มเหลว หรือความวิตกกังวลก็สามารถทำให้ความมั่นใจลดลงได้ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเปลี่ยนจากป้ายหนึ่งไปติดอีกป้ายหนึ่ง แต่คือการพยายามทำความเข้าใจว่า ความรู้สึกนั้นกำลังเกิดจากอะไร

            อีกแนวคิดหนึ่งที่อธิบายประสบการณ์นี้ได้ดีคือ Big-Fish-Little-Pond Effect

            งานของ Marsh อธิบายว่า นักเรียนที่มีความสามารถใกล้เคียงกันสามารถมี Academic self-concept หรือภาพที่มีต่อความสามารถทางการเรียนของตนเองแตกต่างกันได้ตามกลุ่มที่ใช้เป็นจุดเปรียบเทียบ นักเรียนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมซึ่งเต็มไปด้วยผู้เรียนที่มีความสามารถสูงอาจประเมินความสามารถทางวิชาการของตนเองต่ำกว่านักเรียนที่มีความสามารถใกล้เคียงกันแต่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่การแข่งขันต่ำกว่า

            พูดง่าย ๆ คือ "ปลาไม่ได้ตัวเล็กลง เพียงแต่บ่อที่มันว่ายอยู่ใหญ่ขึ้น"

            นักเรียนที่เคยเก่งที่สุดในห้องเดิม เมื่อย้ายเข้าไปอยู่ในโรงเรียนหรือกลุ่มที่เต็มไปด้วยเด็กเก่ง อาจจะเริ่มรู้สึกว่า “ฉันไม่ได้เก่งขนาดนั้นนี่นา” แต่ความสามารถที่เขามีเมื่อวานไม่ได้หายไปไหน

        สิ่งที่เปลี่ยนคือ จุดอ้างอิง นี่จึงเป็นอีกกรณีหนึ่งที่ผมไม่อยากให้นักเรียนรีบบอกว่าตนเองเป็น Impostor Syndrome”

            บางทีเขาหรือเธอเพียงกำลังค้นพบว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า และการค้นพบเช่นนั้นเป็นสิ่งที่แทบทุกคนต้องเผชิญเมื่อเดินทางไกลขึ้นในสิ่งที่ตนเองถนัด

            แต่โลกปัจจุบันทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนขึ้นอีกขั้น กลุ่มที่เราใช้เปรียบเทียบตัวเองไม่ได้มีเพียงเพื่อนในห้องเรียน โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือที่ทำงานอีกต่อไป เพราะเรามี Social Media ตัวแสบ

            สอดคล้องกับแนวคิด Social Comparison ที่อธิบายว่า มนุษย์ใช้คนอื่นเป็นข้อมูลในการประเมินตนเอง และหนึ่งในรูปแบบที่สำคัญคือ Upward Social Comparison หรือการเปรียบเทียบกับคนที่เรารับรู้ว่าเก่งกว่า ประสบความสำเร็จกว่า หรืออยู่ในจุดที่เราอยากไปถึง

            การเปรียบเทียบแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป บางครั้งมันทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจ เห็นตัวอย่าง หรือค้นพบสิ่งที่อยากพัฒนา

            แต่ Social Media ทำให้โอกาสในการเปรียบเทียบเช่นนี้เกิดขึ้นได้ถี่อย่างที่มนุษย์ในยุคก่อนแทบไม่เคยมี

            งานของ Vogel และคณะ (2014) พบว่า คนที่ใช้ Facebook มาก มีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบตนเองกับคนที่ดูดีกว่า เก่งกว่า หรือประสบความสำเร็จกว่าบ่อยขึ้น และยิ่งเปรียบเทียบในลักษณะนี้มาก ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองก็มีแนวโน้มลดลงด้วย

            ลองคิดถึงนักเรีนคนหนึ่งที่เรียนคณิตศาสตร์เก่ง เมื่อก่อนเขาอาจเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อน 30 คนในห้อง แต่วันนี้ เพียงเปิดโทรศัพท์ เขาสามารถพบนักเรียนอายุเท่ากันที่ชนะคณิตศาสตร์โอลิมปิก

            เลื่อนลงมาอีกหน่อย เจอคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับโลกได้ อีกคนเขียนโปรแกรมมาตั้งแต่เด็ก อีกคนพูดได้ห้าภาษา อีกคนทำธุรกิจตั้งแต่อายุสิบหก

            เมื่อการเปรียบเทียบเกิดขึ้น เรามีแนวโน้มจะนำจุดที่โดดเด่นที่สุดของคนหลายสิบคน มารวมกัน แล้วสร้างมนุษย์สมมติขึ้นมาคนหนึ่ง ก่อนจะถามตัวเองว่า “ทำไมฉันไม่เก่งเท่าเด็กอายุเท่ากันคนอื่น"

            ซึ่งตัวตนที่เราสร้างขึ้นไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงภาพที่ประกอบขึ้นจากความเก่งคนละด้านของคนจำนวนมาก

            นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากสำหรับเด็กยุคนี้ เมื่อก่อนเราอาจพบ “ฟ้าที่สูงกว่า” เป็นครั้งคราว แต่วันนี้เราเพียงเลื่อนหน้าจอก็สามารถพบฟ้าที่สูงกว่าได้สิบชั้นภายในเวลาไม่กี่นาที

            และเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่บางคนจะเริ่มถามว่า “ที่จริงแล้วฉันเก่งจริงหรือเปล่า”แต่คำถามนั้นยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเขาเป็น Impostor Syndrome ไม่ใช่อย่างแน่นอน

ไม่จำเป็นต้องหยุดเปรียบเทียบตนเอง

            จากประสบการณ์ของผม มนุษย์เราไม่มีทางหยุดเปรียบเทียบได้ มันเป็นสัญชาตญาณ เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติทางสังคมของมนุษย์ และบางครั้งคนที่เก่งกว่าเรา ก็ช่วยให้เราเห็นความเป็นไปได้ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

            ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีคนเก่งกว่าเรา เพราะไม่ว่าเราจะเดินไปไกลเพียงใด เหนือฟ้าย่อมมีฟ้าอยู่เสมอ

            ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มใช้คนที่โดดเด่นที่สุดเท่าที่มองเห็นเป็นมาตรวัดว่า เราควรจะเป็นอย่างไร

            สิ่งที่ผมอยากให้ลูกศิษย์ลองถามตัวเองจึงไม่ใช่เพียง “เขาเก่งกว่าฉันหรือเปล่า” แต่ลองถามต่อว่า

            “ฉันกำลังเปรียบเทียบเรื่องอะไรกับเขา” “ฉันเห็นชีวิตของเขาทั้งหมด หรือเห็นเพียงส่วนที่ถูกเลือกมาให้เห็น” “การเปรียบเทียบครั้งนี้กำลังสอนอะไรฉัน หรือเพียงทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่เพียงพอ” “และหลักฐานจริง ๆ เกี่ยวกับความสามารถของฉันบอกว่าอย่างไร”

            เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนความจริงข้อนั้นให้เป็นโรค และไม่จำเป็นต้องหลอกตัวเองว่า "ต้องเก่งที่สุด" เพื่อรักษาความมั่นใจ

            เราสามารถยอมรับได้พร้อมกันว่า “ฉันมีความสามารถบางอย่าง” และ “ยังมีคนที่เก่งกว่าฉันมาก” ซึ่งสองประโยคนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันเลยครับ

            ความมั่นใจที่แข็งแรงไม่ได้หมายถึงการเชื่อว่าเราเก่งกว่าคนอื่น แต่หมายถึงการมองความสามารถของตนเองอย่างใกล้เคียงความจริงพอที่จะรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่เราทำได้ อะไรคือสิ่งที่ยังทำไม่ได้ และสิ่งที่ยังทำไม่ได้ไม่ได้ทำให้สิ่งที่เราทำได้หายไป

            ดังนั้น ครั้งหน้าที่เรารู้สึกว่า “ฉันไม่ได้เก่งอย่างที่เคยคิด” ผมอยากให้เรายังไม่ต้องรีบหยิบคำว่า Imposter Syndrome มาติดไว้กับหัวตัวเอง

            เพราะบางทีเราอาจเพียงเข้าสู่บ่อที่ใหญ่ขึ้น บางทีเราอาจกำลังมองฟ้าที่สูงขึ้น บางทีเราเพิ่งเริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่หรือบางทีเราเพียงได้เห็นโลกกว้างพอที่จะรู้ว่า ยังมีสิ่งที่ตัวเองไม่รู้อีกมากมาย

            สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นตัวปลอมเลยครับ มันแค่เตือนเราว่า เราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ผิดพลาดได้ ล้มเหลวได้ และยังเรียนรู้ได้อีกเสมอ 

เหนือฟ้ายังมีฟ้าเสมอ แต่การมองเห็นฟ้าที่สูงกว่า ไม่ได้ทำให้เราต่ำลงกว่าเดิม

อ้างอิง

Bravata, D. M., Watts, S. A., Keefer, A. L., Madhusudhan, D. K., Taylor, K. T., Clark, D. M., Nelson, R. S., Cokley, K. O., & Hagg, H. K. (2020). Prevalence, predictors, and treatment of impostor syndrome: A systematic review. Journal of General Internal Medicine, 35(4), 1252–1275. https://doi.org/10.1007/s11606-019-05364-1 PubMed

Clance, P. R., & Imes, S. A. (1978). The imposter phenomenon in high achieving women: Dynamics and therapeutic intervention. Psychotherapy: Theory, Research & Practice, 15(3), 241–247. https://doi.org/10.1037/h0086006 DOI

Festinger, L. (1954). A theory of social comparison processes. Human Relations, 7(2), 117–140. https://doi.org/10.1177/001872675400700202 DOI

Leary, M. R., Diebels, K. J., Davisson, E. K., Jongman-Sereno, K. P., Isherwood, J. C., Raimi, K. T., Deffler, S. A., & Hoyle, R. H. (2017). Cognitive and interpersonal features of intellectual humility. Personality and Social Psychology Bulletin, 43(6), 793–813. https://doi.org/10.1177/0146167217697695 Sage Journals

Mak, K. K. L., Kleitman, S., & Abbott, M. J. (2019). Impostor phenomenon measurement scales: A systematic review. Frontiers in Psychology, 10, Article 671. https://doi.org/10.3389/fpsyg.2019.00671 Frontiers

Marsh, H. W. (1987). The big-fish-little-pond effect on academic self-concept. Journal of Educational Psychology, 79(3), 280–295. https://doi.org/10.1037/0022-0663.79.3.280 PubMed

Vogel, E. A., Rose, J. P., Roberts, L. R., & Eckles, K. (2014). Social comparison, social media, and self-esteem. Psychology of Popular Media Culture, 3(4), 206–222. https://doi.org/10.1037/ppm0000047 DOI

ความคิดเห็น