มองมันให้เห็นเสียก่อน ยอมรับว่ามันเคยเกิดขึ้น จำได้ว่ามันเคยทำให้เราเจ็บ แล้วจึงค่อยปล่อยมันไป
เพลง Iridescent ของ Linkin Park ยู่ในอัลบั้ม A Thousand Suns ซึ่งออกในปี พ.ศ. 2553 อัลบั้มที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของสงคราม ความกลัว การทำลายล้าง และคำถามเกี่ยวกับมนุษย์เมื่อเผชิญกับหายนะ ก่อนที่เพลงจะถูกนำไปใช้ประกอบภาพยนตร์ Transformers: Dark of the Moon ซึ่งยิ่งทำให้ภาพของ Iridescent เชื่อมโยงกับโลกที่กำลังแตกสลายและการพยายามมองหาแสงบางอย่างท่ามกลางซากปรักหักพัง
แต่สิ่งที่ทำให้ผมชอบเพลงนี้ไม่ใช่เพียงบรรยากาศของความหวัง มันคือวิธีที่เพลงพูดถึง ความหวังโดยไม่ปฏิเสธความเจ็บปวด
คำว่า Iridescent หมายถึงประกายเหลือบสีที่เปลี่ยนไปตามมุมของแสง เช่น สีบนผิวฟองสบู่หรือคราบน้ำมัน บางครั้งมันเป็นสีสันที่เกิดขึ้นบนสิ่งซึ่งไม่ได้สมบูรณ์แบบหรือสะอาดหมดจดเสียด้วยซ้ำ
ผมจึงชอบมองคำนี้ในเชิงเปรียบเทียบว่า หลายครั้งความงดงามไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความมืดหายไป แต่เกิดขึ้นเพราะยังมีแสงบางส่วนตกกระทบลงบนสิ่งที่เคยแตกสลาย
Iridescent ไม่ได้เริ่มต้นจากการบอกว่า “ทุกอย่างจะดี”
ตรงกันข้าม เพลงถามถึงความรู้สึกหนาวเหน็บ ความหลงทาง ความสิ้นหวัง ความหวังที่สร้างขึ้นแล้วล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า รวมทั้งความเศร้าและความคับข้องใจที่สะสมอยู่ภายใน
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประสบการณ์ที่มนุษย์จำนวนมากคงเคยพบ
เราทุกคนเคยมีบางสิ่งที่พยายามอย่างเต็มที่แล้วไม่ได้ผล เคยมีความสัมพันธ์ที่อยากรักษาแต่รักษาไม่ได้ เคยมีความฝันที่คิดว่าจะพาเราไปถึงที่แห่งหนึ่ง แต่สุดท้ายกลับพังลงเสียก่อน
และเมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น คำว่า “ปล่อยวาง” มันโครตฟังดูง่ายเหลือเกินสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นคนแบกมันอยู่
| Chester Bennington ผู้ทิ้งบทเพลงที่ช่วยให้ผู้คนมากมายเรียนรู้ว่า แม้ในวันที่มืดมนที่สุด เรายังสามารถมองหาแสงบางอย่างได้เสมอ |
Do you feel cold and lost in desperation? (คุณรู้สึกเหน็บหนาวและหลงทางอยู่ท่ามกลางความสิ้นหวังหรือเปล่า)
You build up hope, but failure's all you've known (คุณพยายามสร้างความหวังขึ้นมา แต่สิ่งที่พบมาตลอดกลับมีแต่ความล้มเหลว)
Remember all the sadness and frustration (จงนึกถึงความเศร้าและความคับข้องใจทั้งหมดที่ผ่านมา)
And let it go (แล้วปล่อยมันไป)
"Do you feel cold and lost in desperation?" คำว่า cold และ lost ทำให้ความสิ้นหวังในเพลงไม่ได้เป็นเพียง “ฉันเศร้า” แต่มันคล้ายกับภาวะที่เราไม่รู้แล้วว่าจะเดินไปทางไหน รู้สึกโดดเดี่ยว และไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้ยึดเกาะ ช่วงเวลาแบบนี้เกิดขึ้นได้เมื่อสิ่งที่เราเคยเชื่อว่าจะดีขึ้นกลับไม่เป็นเช่นนั้น
"You build up hope, but failure's all you've known" ประโยคนี้ไม่ได้พูดถึงคนที่ไม่เคยมีความหวัง แต่กลับพูดถึงคนที่ เคยพยายามสร้างความหวังขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งแตกต่างกันกันมาก
ความสิ้นหวังหลังจากไม่เคยลอง อาจเป็นแบบหนึ่ง แต่ความสิ้นหวังหลังจากที่เราหวัง พยายาม แล้วผิดหวังซ้ำ ๆ มักหนักกว่า เพราะสิ่งที่พังลงไม่ได้มีเพียงผลลัพธ์ แต่รวมถึงความเชื่อว่า “ครั้งต่อไปมันอาจจะดีขึ้นก็ได้”
เมื่อเราผิดหวังซ้ำมากพอ คนเราอาจไม่ได้เพียงคิดว่า “ครั้งนี้ฉันล้มเหลว” แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็น “ฉันเป็นคนที่ล้มเหลว”
ตรงนี้เองที่เพลงหักมุมอย่างสวยมาก เพราะหลังจากพูดถึงความสิ้นหวัง มันไม่ได้บอกว่า “ลืมเรื่องเหล่านั้นไปเสีย” แต่กลับบอกว่า "Remember all the sadness and frustration" (จงนึกถึงความเศร้าและความคับข้องใจทั้งหมดที่ผ่านมา)
ผมคิดว่าคำว่า Remember สำคัญมาก เพราะมันทำให้ Let it go ที่ตามมาไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธอดีต
เพลงไม่ได้บอกให้เราทำเหมือนความเศร้าไม่เคยเกิดขึ้น ไม่ได้บอกให้คิดบวกแบบงี่เง่าจนลบความล้มเหลวออกจากชีวิต และไม่ได้บอกว่าเรื่องที่ทำให้เราเจ็บนั้นไม่สำคัญ
ตรงกันข้าม มันเหมือนบอกว่า "มองมันให้เห็นเสียก่อน ยอมรับว่ามันเคยเกิดขึ้น จำได้ว่ามันเคยทำให้เราเจ็บ แล้วจึงค่อยปล่อยมันไป"
นี่ทำให้ประโยคสุดท้าย And let it go มีน้ำหนักมากกว่าคำว่า “ช่างมันเถอะ” ในความเห็นของผม "เรายังจำความล้มเหลวนั้นได้ เรายังรู้ว่าคนนั้นเคยทำให้เราเจ็บ เรายังรู้ว่าความฝันบางอย่างเคยพังลง และเราอาจจะยังคิดว่า ถ้าเลือกได้ เราก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเลย"
แต่เราสามารถค่อย ๆ ไปถึงจุดที่พูดได้ว่า “มันเคยเกิดขึ้นกับฉัน แต่มันไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่กำหนดทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นกับฉันต่อจากนี้”
ความหมายของเพลง Iridescentโดยสรุป จึงไม่ได้บอกให้เราลืมความเศร้าและความผิดหวัง ตรงกันข้าม มันบอกให้เราจำมัน รับรู้ว่ามันเคยเกิดขึ้น และเมื่อเรามองมันได้อย่างที่มันเป็นแล้ว จึงค่อยปล่อยมันออกจากมือ
เพราะการปล่อยวางไม่ได้หมายถึงอดีตไม่สำคัญ แต่หมายถึงอดีตไม่จำเป็นต้องควบคุมชีวิตที่เหลืออยู่ของเราอีกต่อไป
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น