คนอื่นไม่ได้เป็นเพียงตัวประกอบที่เข้ามาช่วย ขัดขวาง หรือทำให้เรื่องราวของเราดำเนินต่อไป พวกเขาก็มีอดีต ความฝัน ความกลัว ความสัมพันธ์ และเรื่องราวที่กำลังดำเนินอยู่ของตัวเองเช่นกัน
ครั้งหนึ่งลูกศิษย์ของผมคนหนึ่งเคยเผชิญกับความเศร้า และความผิดหวัง บางอย่างในชีวิต เธอบอกกับผมว่า “หนูน่าจะเป็น Main Character Syndrome ” ผมตอบกลับไปทันทีว่า “ไม่ใช่หรอก”
ผมก็เริ่มอธิบายว่า Main Character Syndrome คืออะไร ซึ่งผมลืมไปแล้ว น่าจะ "ใช้เรียกลักษณะที่คนคนหนึ่งมองชีวิตของตนเองเหมือนเป็นเรื่องราวที่มีตัวเองเป็นตัวเอก เหตุการณ์ต่าง ๆ ดูเหมือนเกิดขึ้นรอบตัวเรา ส่วนคนอื่นอาจถูกมองเป็นเพียงตัวละครที่เข้ามามีบทบาทในเรื่องของเรา"
แต่หลังจากผมอธิบาย ผมกลับยิ่งรู้สึกแปลก ๆ เพราะบางส่วนที่กำลังพูดอยู่นั้น คล้ายกับธรรมชาติธรรมดาของมนุษย์มากเหลือเกิน ซึ่งไม่ใช่ความผิดปกติ หรือโรคใด ๆ
เราทุกคนต่างมองโลกผ่านสายตาของตัวเองเป็นหลัก เรารู้ว่าตัวเองกำลังคิดอะไร รู้ว่าตัวเองเจ็บเพราะอะไร จำอดีตของตัวเอง และจินตนาการถึงอนาคตของตัวเองได้ละเอียดกว่าชีวิตของคนอื่นอยู่แล้ว
หลังจากนั้นผมจึงกลับไปศึกษาคำว่า Main Character Syndrome อย่างจริงจังมากขึ้น และพบสิ่งสำคัญประการหนึ่งว่า คำนี้ไม่ได้เป็นชื่อโรคทางจิตเวช และไม่ได้เป็นทฤษฎีทางจิตวิทยาที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน
เดิมทีเป็นคำที่ได้รับความนิยมในวัฒนธรรมออนไลน์ ก่อนที่นักวิจัยจะเริ่มนำมาศึกษาอย่างเป็นระบบมากขึ้น ล่าสุดในปี 2026 มีการพัฒนาแบบวัด Main Character Syndrome Scale (MCS-10)
โดยนิยาม MCS ว่าเป็นแนวโน้มที่จะรับรู้และนำเสนอชีวิตของตนเองในรูปของเรื่องราวที่มีตนเองเป็นตัวเอก งานดังกล่าวยังเป็นการศึกษาระยะแรกในกลุ่มคนหนุ่มสาวชาวเลบานอน จึงยังไม่ควรนำคำนี้ไปใช้เสมือนเป็นคำวินิจฉัยบุคลิกภาพของใครโดยง่าย (Chaaban et al., 2026)
ตรงนี้เองที่ทำให้ผมคิดว่า เราอาจกำลังมีปัญหากับคำว่า “Syndrome”
“ฉันคิดถึงตัวเองเป็นหลัก ฉันเป็น Main Character Syndrome หรือเปล่า” “ฉันชอบจินตนาการว่าชีวิตเหมือนหนัง ฉันผิดปกติหรือเปล่า” หรือ “ฉันรู้สึกว่าเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตมีความหมายกับตัวฉัน” คำตอบคือ ไม่จำเป็นเลย
มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมี First-person perspective (มุมมองบุคคลที่หนึ่ง) เราเป็นคนที่อยู่ภายในชีวิตของตัวเอง จึงรับรู้ความคิด อารมณ์ ความเจ็บปวด และความต้องการของตนเองโดยตรง ขณะที่ชีวิตภายในของคนอื่น เรารับรู้ได้เพียงบางส่วนผ่านสิ่งที่เขาพูดหรือแสดงออก (หรือที่รู้จักกันในชื่อ POV หรือ Point-of-View)
เราเผลอคิดว่าตัวเองเป็นตัวเอกในชีวิตของทุกคนด้วย และ ลืมว่าคนอื่นก็เป็นตัวเอกของชีวิตเขาเหมือนกัน
และเมื่อประสบการณ์ต่าง ๆ สะสมมากขึ้น เราก็ไม่ได้เแค่จำเหตุการณ์ได้ แต่ยังนำมันมาร้อยต่อกันเพื่อสร้างคำอธิบายว่า ฉันเป็นใคร ฉันมาจากไหน อะไรทำให้ฉันกลายมาเป็นคนแบบนี้ และฉันกำลังจะเดินไปทางไหน
ในทางจิตวิทยา McAdams และ McLean (2013) ใช้แนวคิด Narrative Identity หรืออัตลักษณ์เชิงเรื่องเล่า เพื่ออธิบายว่า มนุษย์สร้างความรู้สึกเกี่ยวกับว่า “ฉันคือใคร” ผ่านการนำเหตุการณ์และประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตมาร้อยเรียงให้กลายเป็นเรื่องราวที่มีความหมาย
กล่าวคือ เราไม่ได้แค่จดจำอดีต แต่ยังตีความสิ่งที่เคยเกิดขึ้นใหม่จากมุมมองในปัจจุบัน และเชื่อมโยงมันเข้ากับอนาคตที่เราจินตนาการถึง
กระบวนการนี้ช่วยสร้างความรู้สึกต่อเนื่องของตัวตนและทำให้ชีวิตมีความหมายมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการตั้งคำถามว่า “ฉันเป็นใคร” “ฉันมาจากไหน” และ “ฉันอยากกลายเป็นใครในอนาคต”
เมื่อมองผ่านแนวคิด Narrative Identity การที่เรารับรู้ชีวิตของตนเองในลักษณะของ “เรื่องราว” จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ เรานำสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาตีความ เชื่อมโยงกับตัวตนในปัจจุบัน และจินตนาการถึงคนที่เราอาจกลายเป็นในอนาคต เพื่อสร้างความรู้สึกว่า ชีวิตของเรามีความต่อเนื่องและมีความหมาย
ที่สำคัญ แนวคิด Narrative Identity มักจะ ทำงานร่วมกับ First-person Perspective ซึ่งทำให้เราเข้าถึงความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ของตนเองได้โดยตรงมากกว่าของคนอื่น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะรู้สึกว่า “นี่คือเรื่องราวชีวิตของฉัน และฉันคือคนที่อยู่ตรงกลางของเรื่องราวนี้”
ในความหมายเช่นนี้ การมองตัวเองเป็น “ตัวเอก” ของชีวิตตนเองไม่ได้เป็นเรื่องผิดเลย ตรงกันข้าม ผมคิดว่าเราควรมีความรู้สึกเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเองด้วยซ้ำ เพราะสุดท้ายแล้ว เราคือคนที่ต้องเลือก ตัดสินใจ รับผิดชอบ และใช้ชีวิตอยู่กับผลของการเลือกเหล่านั้น
สิ่งที่ควรระวังจึงไม่ใช่การเป็นตัวเอกในชีวิตของตัวเอง แต่คือ การเผลอคิดว่าตัวเองเป็นตัวเอกในชีวิตของทุกคนด้วย
เพราะคนอื่นไม่ได้เป็นเพียงตัวประกอบที่เข้ามาช่วย ขัดขวาง หรือทำให้เรื่องราวของเราดำเนินต่อไป พวกเขาก็มีอดีต ความฝัน ความกลัว ความสัมพันธ์ และเรื่องราวที่กำลังดำเนินอยู่ของตัวเองเช่นกัน บางครั้งในเรื่องราวของเขา เราเองอาจเป็นเพียงคนที่เดินผ่านมาไม่กี่ฉากเท่านั้น
แต่ปัญหาก็คือ พวกเราเผลอคิดว่าตัวเองเป็นตัวเอกในชีวิตของทุกคนด้วย และ ลืมว่าคนอื่นก็เป็นตัวเอกของชีวิตเขาเหมือนกัน
เพื่อนที่ไม่ตอบข้อความของเรา ไม่ได้จำเป็นต้องกำลังเล่นบท “คนใจร้าย” ในเรื่องของเรา
คนที่ปฏิเสธเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นตัวร้ายใน Character development (กระบวนการพัฒนาตัวตน) ของเรา
ครูที่วันนี้ดูอารมณ์ไม่ดี ดุเรา อาจจะไม่ได้โกรธเราเลยก็ได้ เขาอาจกำลังเผชิญกับเรื่องบางอย่างในชีวิตที่เราไม่เคยรู้
และคนที่เราเห็นเพียงไม่กี่นาทีในแต่ละวัน อาจกำลังมีเรื่องราวที่ซับซ้อนพอ ๆ กับเรื่องของเรา เพียงแต่ เราไม่ได้อยู่ในฉากเหล่านั้นเท่านั้นเอง
ตรงนี้ต่างหากที่ Perspective-taking มีความสำคัญ โดยเฉพาะในวัยรุ่น เพราะความสามารถในการพยายามเข้าใจมุมมอง ความคิด และประสบการณ์ของผู้อื่นยังคงพัฒนาต่อเนื่องในช่วงวัยนี้
แนวทางหนึ่งที่ผมมักใช้ในการพูดคุยและช่วยเหลือผู้อื่น คือการฝึก Perspective-taking หรือการลองมองเหตุการณ์เดียวกันจากมุมของบุคคลอื่น ผมมักเปรียบเทียบมันกับการ “เพิ่มมุมกล้อง” ให้กับเรื่องราว จากเดิมที่เราเห็นเพียงว่า “สิ่งนี้เกิดขึ้นกับฉันอย่างไร” ก็ลองขยับออกไปอีกเล็กน้อยแล้วถามว่า “ถ้าเหตุการณ์เดียวกันนี้ถูกมองจากมุมของอีกคน เขาอาจกำลังคิด รู้สึก หรือเผชิญกับอะไรอยู่”
การทำเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง หรือรีบให้อภัยอีกฝ่าย แต่ช่วยให้เราเห็นว่า เหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์อาจมีความจริงทางประสบการณ์มากกว่าหนึ่งมุม เมื่อมุมมองกว้างขึ้น การตีความคนอื่นจากความรู้สึกของตนเองเพียงอย่างเดียวก็ลดลง ความสัมพันธ์จึงถูกมองอย่างซับซ้อนขึ้น และเปิดพื้นที่ให้ทั้ง ความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และการตอบสนองที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม
ดังนั้นผมอยากเชิญผู้อ่านทุกท่านรวมของลูกศิษย์ของผมที่หลงมา ให้ลองถามตัวเองว่า “ถ้าเหตุการณ์เดียวกันนี้ถูกเล่าจากมุมของอีกคน เรื่องราวจะยังเหมือนกับที่ฉันกำลังเล่าอยู่หรือไม่”
เพียงคำถามนี้ก็สามารถเปลี่ยน “ตัวร้าย” ให้กลับมาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เปลี่ยน “ตัวประกอบ” ให้กลับมามีเรื่องราวของตัวเอง และทำให้เราเห็นว่าโลกไม่ได้มีเพียงมุมกล้องเดียว
ดังนั้น สิ่งที่ผมอยากบอกลูกศิษย์ของผมในวันนี้อาจแตกต่างจากวันที่เธอบอกว่าเธอเป็น Main Character Syndrome เล็กน้อย
นอกจากจะพูดคำว่า “ไม่ใช่หรอก” อย่างมั่นใจแล้ว ผมจะเสริมเพิ่มเติมว่า
“หนูป็นตัวเอกของชีวิตตัวเองได้เต็มที่เลย เพราะนั่นคือชีวิตของหนู เพียงแต่อย่าลืมว่า คนอื่นไม่ได้เป็น NPC ในเรื่องราวของเธอ เพราะเมื่อเธอเดินออกจากฉากของเขา เรื่องราวของเขาก็ยังดำเนินต่อไปเหมือนกัน”
จากประสบการณ์ชีวิตของผม การเติบโต ไม่ใช่การเลิกมองโลกจากมุมมองของตัวเอง เพราะเราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ มันคือธรรมชาติของมนุษย์เรา
แต่การเติบโตคือการตระหนักว่า มุมมองของเราเป็นเพียงหนึ่งมุมมอง ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดของโลก เรามีแนวโน้มจะผิดพลาดสูง คนอื่นก็เช่นเดียวกัน โลกนี้มันไม่แน่นอน
ขอเพียงแค่เรายังมีความเห็นอกเห็นใจและพบยายามจะเข้าใจผู้อื่น ไม่เพียงมองผู้อื่นเป็น NPC ในเรื่องราวของเรา ก็เพียงพอแล้วที่จะอยู่ในโลกซึมเศร้าใบนี้ได้
อ้างอิง
Chaaban, S., Kheir, W., & Tohme, P. (2026). Development and validation of the Main Character Syndrome Scale (MCS-10): A psychometric investigation among young adults. Acta Psychologica, 270, Article 107730. https://doi.org/10.1016/j.actpsy.2026.107730
Hollarek, M., & Lee, N. C. (2022). Current understanding of developmental changes in adolescent perspective taking. Current Opinion in Psychology, 45, Article 101308. https://doi.org/10.1016/j.copsyc.2022.101308
McAdams, D. P., & McLean, K. C. (2013). Narrative identity. Current Directions in Psychological Science, 22(3), 233–238. https://doi.org/10.1177/0963721413475622
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น