อดีตมีไว้ให้เรียนรู้ อนาคตมีไว้ให้เตรียมตัว แต่ชีวิตมีไว้ให้ใช้ใน "ปัจจุบัน"

เราต้องเรียนรู้ที่จะ หันกลับไปมองอดีตโดยไม่เดินกลับไปอาศัยอยู่ในนั้น และมองไปข้างหน้าโดยไม่ใช้ชีวิตอยู่กับเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น

            จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทั้งของตัวผมเอง ของคุณแม่ และของผู้คนรอบตัว ผมค่อย ๆ พบว่า การจมอยู่กับอดีตและการกังวลกับอนาคต คือกับดักทางใจที่ทรงพลังมากอย่างหนึ่งของมนุษย์ เพราะมันสามารถพรากสิ่งเดียวที่เรามีอยู่จริงไปจากเรา นั่นคือ “ปัจจุบัน”

            มื่อใจติดอยู่ข้างหลัง เราอาจพบกับความเสียดาย ความรู้สึกผิด หรือความโหยหาความสุขที่ผ่านไปแล้ว “ถ้าวันนั้นฉันทำให้ดีกว่านี้...” “ถ้าวันนั้นฉันเลือกอีกทาง...” “ถ้าทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิมก็คงดี...”

แต่เมื่อใจพุ่งไปข้างหน้ามากเกินไป เราก็อาจพบกับความเครียด ความวิตกกังวล และความกลัวต่อสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น “ถ้าสอบไม่ได้ล่ะ” “ถ้าแพ้การแข่งขันล่ะ” หรือ “ถ้าอนาคตไม่เป็นอย่างที่วางแผนไว้ล่ะ”

            ทั้งอดีตและอนาคตมีความสำคัญ อดีตช่วยให้เราเรียนรู้ ขณะที่อนาคตช่วยให้เราเตรียมตัว แต่เมื่อเราใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป เราอาจพลาดสิ่งดี ๆ ความสัมพันธ์ และโอกาสที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าในวันนี้

            จากการเขียนบทความและทบทวนชีวิตของตนเองมาหลายครั้ง ผมยิ่งตระหนักถึงความหมายของคำว่า “ปัจจุบันขณะ” มากขึ้น เพราะปัจจุบันคือพื้นที่เดียวที่ชีวิตกำลังเกิดขึ้นจริง เป็นช่วงเวลาที่เรายังสามารถรู้สึก พูดคุย ตัดสินใจ ลงมือทำ หรือบอกบางสิ่งกับคนที่อยู่ข้าง ๆ เราได้

            ลูกศิษย์ของผมหลายคน แม้จะเป็นเพียงนักเรียนระดับมัธยมต้น ก็สามารถตกอยู่ในกับดักเดียวกันได้ 

            บางคนยังยึดติดอยู่กับความสำเร็จในอดีต จนรู้สึกกดดันว่าตนเองต้องทำได้ดีเหมือนเดิมทุกครั้ง 

            บางคนติดอยู่กับความผิดพลาด เช่น การเตรียมตัวสอบไม่เพียงพอ หรือผลการเรียนครั้งก่อนที่ไม่เป็นอย่างที่หวัง

            ขณะที่บางคนใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับความกังวลต่อสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ทั้งผลสอบ การแข่งขัน การเลือกเรียน หรือการที่ตนเองจะดีพอหรือไม่ในวันข้างหน้า

            ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าเราควรลืมอดีตหรือเลิกวางแผนอนาคต แต่ผม (ครู) คิดว่าเราต้องเรียนรู้ที่จะ หันกลับไปมองอดีตโดยไม่เดินกลับไปอาศัยอยู่ในนั้น และมองไปข้างหน้าโดยไม่ใช้ชีวิตอยู่กับเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น

            เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ผมกลับนึกถึงตำนานกรีกเรื่องหนึ่งที่ถูกเล่าขานมาเป็นเวลาหลายพันปี เรื่องราวของชายผู้มีความรักมากพอที่จะเดินทางลงไปยังโลกของคนตาย เพื่อนำคนที่ตนรักกลับคืนมา

            เขาเกือบจะทำสำเร็จแล้ว เหลือเพียงสิ่งเดียวที่เขาต้องทำ เดินต่อไปข้างหน้า โดยไม่หันกลับไปมอง ชายคนนั้นมีชื่อว่า "Orpheus"

            Orpheus (ออร์เฟาส์) เป็นบุตรของ Apollo เทพแห่งดนตรีและบทกวี Apollo มอบพิณไลร์ (lyre) ให้กับลูกชายและเป็นผู้สอนให้เขาเล่นดนตรี Orpheus เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นนักดนตรีที่มีพรสวรรค์อย่างยิ่ง บทเพลงของเขาไม่ได้เพียงทำให้มนุษย์หลงใหล แต่ในตำนานยังกล่าวว่าสรรพสิ่งรอบตัวราวกับได้รับชีวิตเมื่อได้ยินเสียงดนตรีของเขา

            วันหนึ่ง ขณะที่ Orpheus กำลังเล่นพิณอยู่ในป่า เสียงดนตรีของเขาดึงดูดนางไม้ผู้หนึ่งชื่อ Eurydice (ยูริดิซี) ให้เข้ามาหา Eurydice หลงใหลในเสียงเพลงของ Orpheus ขณะที่เขาเองก็ประทับใจในความงดงามของเธอ 

            ทั้งสองตกหลุมรักกัน และไม่นานก็ตัดสินใจแต่งงานกัน พิธีแต่งงานเต็มไปด้วยความสุข แต่เทพแห่งการแต่งงาน Hymenaios กลับเตือนว่าความสงบสุขของชีวิตคู่ครั้งนี้จะอยู่ได้ไม่นาน ถึงกระนั้นทั้งคู่ยังคงรักกันและดูเหมือนว่าชีวิตกำลังดำเนินไปอย่างสมบูรณ์แบบ

Orpheus and Eurydice (ออร์เฟาส์และยูริดิซี) ตำนานรักโศกนาฏกรรมอันโด่งดังในเทพปกรณัมกรีก ที่สะท้อนถึงความรัก ความสูญเสีย และข้อห้ามที่ไม่ควรฝ่าฝืน

            แล้วโศกนาฏกรรมก็เกิดขึ้น มีคนเลี้ยงแกะชื่อ Aristaeus หลงใหลในความงามของ Eurydice และต้องการเธอเป็นของตน เขาซุ่มรอเพื่อหวังทำร้าย Orpheus แต่แผนไม่สำเร็จ Orpheus กับ Eurydice จึงพากันวิ่งหนีเข้าไปในป่า ขณะที่ Aristaeus ไล่ตามมา

            ระหว่างที่ทั้งสองกำลังหลบหนี Orpheus จับมือ Eurydice วิ่งไปด้วยกัน แต่ทันใดนั้นเขารู้สึกว่ามือของเธอหลุดออกไป

            เมื่อหันกลับมา เขาพบว่า Eurydice เหยียบงูพิษและถูกกัด และก็สายไป Orpheus ไม่สามารถช่วยเธอได้ Eurydice จึงเสียชีวิตในป่า และวิญญาณของเธอลงไปสู่โลกใต้พิภพ 

เมื่อคนที่รักจากไป Orpheus ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

            หลังการตายของ Eurydice ชีวิตของ Orpheus เปลี่ยนไป เขาไม่พบความสุขจากเสียงดนตรีเหมือนเดิม และแทบไม่พบความสุขจากการมีชีวิตอยู่ สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือการได้ภรรยากลับคืนมา

            Orpheus จึงขอความช่วยเหลือจาก Apollo เพื่อให้ตนสามารถเดินทางลงไปยังโลกใต้พิภพและขอ Eurydice กลับคืนมาจากความตาย

            ในที่สุด Orpheus ก็เดินทางลงไปยังดินแดนของ Hades ราชาผู้ปกครองนรกพร้อมกับสิ่งที่เขามีอำนาจมากที่สุด ไม่ใช่อาวุธ แต่คือ "พิณของเขา"

            เมื่อพบ Hades ผู้ปกครองโลกใต้พิภพ Orpheus เริ่มเล่นดนตรีและร้องเพลงถึง Eurydice บทเพลงนั้นเต็มไปด้วยความรักและความสูญเสีย จนผู้ที่อยู่ในโลกใต้พิภพต่างสะเทือนใจกับเสียงเพลงของเขา

            แม้แต่ Hades ก็ยอมอ่อนลง และสิ่งที่แทบไม่มีมนุษย์คนใดได้รับก็เกิดขึ้น Orpheus ได้รับโอกาสให้นำคนตายกลับคืนสู่โลกของคนเป็น แต่มีเงื่อนไขเพียงข้อเดียวเท่านั้น คือ "ห้ามหันกลับมา"

            Hades อนุญาตให้ Eurydice เดินตาม Orpheus กลับขึ้นไปยังโลกมนุษย์ แต่ Orpheus จะต้องเป็นผู้เดินนำหน้า และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาห้ามหันกลับไปมอง Eurydice จนกว่าเธอจะออกจากความมืดของโลกใต้พิภพและเข้าสู่แสงของโลกมนุษย์โดยสมบูรณ์

            หากเขาหันกลับไปขณะที่ Eurydice ยังอยู่ในดินแดนของคนตาย เธอจะต้องกลับไปสู่โลกใต้พิภพและไม่สามารถกลับมาได้อีก

            Orpheus ยอมรับเงื่อนไขนั้น และเริ่มเดิน Eurydice เดินตามอยู่ข้างหลัง ไม่มีอะไรผิดปกติ เพียงแต่เขาต้องเชื่อว่า เธอกำลังเดินตามมาเท่านั้น

            ทั้งสองค่อย ๆ เดินออกจากความมืดของโลกใต้พิภพไปสู่โลกของคนเป็น ยิ่งเข้าใกล้ทางออกมากเท่าไร Orpheus ก็ยิ่งได้ยินเสียงและสัมผัสถึงโลกของผู้มีชีวิตมากขึ้น จนกระทั่งก้าวไปสู่แสงสว่าง

            Orpheus ดีใจอย่างมาก  เขาจึงหันกลับไปเพื่อจะโอบกอดภรรยา แต่เขาหันกลับ เร็วเกินไป เพราะแม้ตัว Orpheus จะก้าวเข้าสู่โลกของคนเป็นแล้ว แต่ Eurydice ซึ่งเดินตามหลังยังไม่ได้ออกจากความมืดของโลกใต้พิภพอย่างสมบูรณ์

            ในวินาทีที่สายตาของทั้งสองพบกัน เงื่อนไขของ Hades ก็ถูกทำลาย Eurydice จึงถูกพรากกลับไปสู่โลกใต้พิภพ ครั้งนี้ตลอดกาล

            สิ่งที่ทำให้ Orpheus หันกลับไม่ใช่ความชั่วร้าย และไม่ใช่เพราะเขาไม่รัก Eurydice ตรงกันข้าม เขาหันกลับ เพราะรัก เพราะหวัง เพราะกังวล และเพราะทนต่อความไม่แน่นอนไม่ไหว

            ผมยกเรื่องนี้มาเปรียบเปรยถึง บางครั้งสิ่งที่ทำให้เราติดอยู่กับอดีต ไม่ใช่เพราะเราไม่อยากเดินต่อ แต่เพราะเรายังรัก ยังเสียดาย และยังปรารถนาว่าสิ่งที่สูญเสียไปจะกลับคืนมาได้

            Orpheus หันกลับไปเพียงครั้งเดียว และสูญเสีย Eurydice ไปตลอดกาล ส่วนในชีวิตจริง เราสามารถหันกลับไปหาอดีตในความคิดได้ครั้งแล้วครั้งเล่า  “ถ้าวันนั้น...” “ถ้าฉันเลือกอีกทาง...” หรือ “ถ้าฉันทำให้ดีกว่านั้น...”

แต่ไม่ว่าเราจะหันกลับไปอีกกี่ครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ยังคงเกิดขึ้นแล้ว สิ่งเดียวที่เรายังสามารถเลือกได้ คือก้าวต่อไปที่อยู่ตรงหน้าเราในวันนี้เท่านั้น

            จากการศึกษาของผมไม่พบว่า Hades หลอกล่อ Orpheus  แต่ในความเห็นของผม Hades ไม่จำเป็นต้องรู้ว่า Orpheus จะหันกลับหรือไม่ เขาเพียงตั้งเงื่อนไขที่ทำให้ Orpheus ต้องเผชิญกับสิ่งที่มนุษย์รับมือได้ยากที่สุดอย่างหนึ่ง

มันคือ การเดินต่อไปโดยไม่มีหลักประกันว่าสิ่งที่เรารักยังคงอยู่ข้างหลังเรา

อ้างอิง

คาลอส บุญสุภา. (2565). สุขภาพจิตที่ดี คือการจัดการในสิ่งที่ควบคุมได้ ยอมรับในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้. Extraordinary Thinking. https://sircr.blogspot.com/2022/10/blog-post_10.htm

Madeleine. (2019). The tragic myth about Orpheus and Eurydice. Theoi Greek Mythology. https://www.theoi.com/articles/the-tragic-myth-about-orpheus-and-eurydice/

ความคิดเห็น