Defense Mechanisms: จิตใจไม่ได้กำลังหลอกเรา แต่มันกำลังพยายามปกป้องเรา

Ego ที่แข็งแรงไม่ได้หมายถึงจิตใจที่ไม่ต้องป้องกันตัวเองเลย แต่คือจิตใจที่มีทางเลือกมากพอจะรู้ว่า เมื่อไรควรป้องกัน เมื่อไรควรถอยออกมาตั้งหลัก

            ในบทความก่อนหน้า ผมเขียนถึงแนวคิดของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) เรื่อง Id, Ego และ Superego โดยผมจะสรุปสั้น ๆ ว่า มนุษย์ไม่ได้กำลังต่อสู้กันระหว่างความดีกับความชั่วอย่างง่าย ๆ แต่กำลังต่อรองอยู่ตลอดเวลาระหว่าง สิ่งที่เราต้องการ สิ่งที่เราคิดว่าควรเป็น และสิ่งที่ความเป็นจริงอนุญาตให้เกิดขึ้นได้ เช่น 

            Id บอกว่า “ฉันต้องการสิ่งนี้”

            Superego บอกว่า “เธอไม่ควรทำแบบนั้น”

            ขณะที่โลกภายนอกบอกว่า “ต่อให้เธอต้องการ บางอย่างก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เธอหวัง” และคนที่ต้องยืนอยู่ตรงกลางของความขัดแย้งเหล่านี้ก็คือ Ego

            ควมจริงแล้ว Ego สามารถจัดการกับความขัดแย้งได้ตรงไปตรงมาได้ "เราอยากได้บางอย่างแต่รู้ว่ายังไม่ได้ จึงอดทนรอ เราโกรธแต่เลือกพูดคุย เราผิดหวังแล้วค่อย ๆ ยอมรับว่าผลลัพธ์ไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง"

            แต่บางครั้งความจริงบางอย่างก็เจ็บปวดเกินไป ความรู้สึกบางอย่างขัดกับภาพที่เรามีต่อตัวเองมากเกินไป หรือความต้องการสองด้านในตัวเราชนกันรุนแรงเกินกว่าจะรับมือได้โดยตรงในขณะนั้น

            ตรงนี้เองแหละที่แนวคิดเรื่อง Defense Mechanisms หรือกลไกป้องกันตนเองทางจิตใจ เข้ามามีบทบาท

            ผู้อ่านที่เรียนจิตวิทยาหรือพอจะรู้จักกลไกการป้องกันทางจิตใจบ้างแล้ว จะนึกถึงการหลอกตัวเอง การไม่ยอมรับความจริง หรือพฤติกรรมที่ “ไม่ดี”

            แต่เมื่อศึกษามากขึ้น ทำให้ผมเข้าใจว่า การมองแบบนั้นเพียงแง่มุมเดียว อาจทำให้เราพลาดหน้าที่สำคัญของมันไป

Defense Mechanism ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราเป็นคนอ่อนแอ

            การป้องกันตัวเองทางจิตใจเกิดขึ้นเพราะบางครั้ง ความจริง ความรู้สึก หรือความขัดแย้งบางอย่างหนักเกินกว่าที่จิตใจจะรับมันตรง ๆ ได้ในเวลานั้น จิตใจจึงหาวิธีลดความตึงเครียดลงชั่วคราว

            และจุดสำคัญคือ กระบวนการเหล่านี้มักเกิดขึ้น โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจเลือก

            เราไม่ได้ตื่นขึ้นมาแล้วคิดว่า “วันนี้ฉันจะ Projection ดีกว่า” หรือ “เรื่องนี้เจ็บเกินไป ฉันขอใช้ Rationalization ก่อนนะ”

            มันเกิดขึ้นอย่างเป็นอัตโนมัติ แล้วบางครั้งเราจึงค่อยกลับมาสังเกตเห็นภายหลังว่า ตัวเองกำลังใช้วิธีแบบเดิมในการรับมือกับความรู้สึกบางอย่างอยู่

            ตรงนี้ทำให้ผมมองกลไกการป้องกันตัวเองทางจิตใจต่างออกไปจากเดิม เพราะบางทีจิตใจไม่ได้กำลังพยายามหลอกเรา มันกำลังพยายามปกป้องเรา ด้วยวิธีที่มันเคยเรียนรู้ว่าจะช่วยให้เราเจ็บน้อยลง ซึ่งการปกป้องไม่ใช่ปัญหาโดยตัวมันเอง ปัญหาคือเมื่อเราเหลือวิธีปกป้องเพียงวิธีเดียวเท่านั้น

การป้องกันตัวเองทางจิตใจเกิดขึ้นเพราะบางครั้ง ความจริง ความรู้สึก หรือความขัดแย้งบางอย่างหนักเกินกว่าที่จิตใจจะรับมันตรง ๆ

            ลองนึกถึงคนคนหนึ่งที่เพิ่งได้รับข่าวร้ายอย่างรุนแรง ปฏิกิริยาแรกอาจเป็น “ไม่จริงหรอก” นี่อาจเป็น Denial หรือ การปฏิเสธความจริง

            หากมองอย่างผิวเผิน เราอาจบอกว่า คนคนนี้ไม่ยอมรับความจริง แต่ในบางช่วงเวลา การไม่รับความจริงทั้งหมดเข้ามาพร้อมกันอาจช่วยให้จิตใจมีเวลาตั้งหลัก

            และ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่วินาทีแรกที่เราพูดว่า “มันไม่จริง” แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปแล้ว เรายังคงปฏิเสธข้อมูลทุกอย่างจนไม่สามารถตัดสินใจ รักษา หรือจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงได้

            ทั้งที่ครั้งหนึ่งเมื่อนานไม่แล้ว กลไกนี้เคยช่วยประคองเรา กลับมีราคาที่จะต้องจ่าย และยิ่งใช้มากขึ้นและใช้เพียงอย่างเดียวราคาจะยิ่ง "แพงมากขึ้น" 

            อารมณ์เหมือนคุณผลิตสินค้าชนิดนี้มาใช้เพียงอย่างเดียว และใช้มากขึ้น ต้นทุนในการผลิตก็จะเพิ่มมากขึ้น

            เช่นเดียวกับ Rationalization เมื่อเราทำอะไรบางอย่างผิดพลาด เราอาจหาเหตุผลมาอธิบายว่า

            “จริง ๆ ฉันก็ไม่ได้อยากได้มันขนาดนั้น” “ฉันทำไม่ได้เพราะคนอื่นไม่ช่วย” “เรื่องนี้ไม่ได้สำคัญตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”

            คำอธิบายเหล่านี้อาจช่วยปกป้องคุณค่าของเรา (Self-esteem) ของเราไม่ให้พังลงทันที

            หลายครั้งมันมีประโยชน์ แต่ถ้าทุกครั้งที่เราผิดพลาด เราสามารถหาเหตุผลจนตัวเองไม่เคยต้องรับผิดชอบต่อสิ่งใดเลย สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยปกป้องคุณค่าในตนเอง ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ขัดขวางการเติบโต

            เพราะเราไม่มีวันเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เราไม่ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของตัวเอง

จิตใจไม่ได้มีแค่การหลบหนี แต่ยังสามารถเปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นบางสิ่ง

            อีกตัวอย่างหนึ่งคือ Fantasy หรือจินตนาการ ซึ่งอาจช่วยให้เราหลบออกจากความตึงเครียดชั่วคราว เด็กอาจจินตนาการถึงวันที่ประสบความสำเร็จ คนที่กำลังลำบากอาจนึกถึงชีวิตที่ดีกว่า หรือคนที่เหนื่อยอาจพักอยู่กับหนัง หนังสือ หรือเกมสักระยะหนึ่ง 

            การหลบออกจากความจริงชั่วคราวไม่ได้เป็นเรื่องผิด ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อพื้นที่พักนั้นกลายเป็น พื้นที่หลบหนี จนเราไม่สามารถกลับมาเผชิญ ตัดสินใจ หรือใช้ชีวิตในโลกจริงได้

            อีกตัวอย่างคือ Sublimation หรือ การทดเทิด แสดงให้เห็นอีกด้านหนึ่งของกลไกป้องกันได้ชัดเจน เพราะแทนที่เราจะเพียงหลบหรือปฏิเสธความรู้สึก จิตใจสามารถนำแรงขับ ความโกรธ หรือความเจ็บปวดไปแสดงออกในรูปแบบที่สร้างสรรค์มากขึ้น 

            ครั้งหนึ่งผมเคยเขียนถึง Batman ว่า Bruce Wayne ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้คืนที่สูญเสียพ่อแม่ได้ แต่ความกลัว ความโกรธ และความรู้สึกไร้อำนาจกลับถูกแปรรูปเป็นการฝึกฝนตนเองและความพยายามปกป้องผู้อื่น 

            ในชีวิตจริงเราพบเห็นได้มากมายว่า ความโกรธอาจกลายเป็นกีฬา ความเศร้าอาจกลายเป็นงานเขียน และความเจ็บปวดบางอย่างอาจกลายเป็นแรงผลักให้เราสร้างสิ่งที่มีความหมาย

            ด้วยเหตุนี้กลไกการป้องกันทางจิตใจ จึงไม่ได้เป็นแค่กลไกลเพื่อ “หนีจากความจริง” แต่หลายครั้งยังเป็นวิธีที่จิตใจใช้พักจากความจริง หรือแม้แต่แปรรูปความเจ็บปวดให้กลายเป็นพลังบางอย่าง 

            สิ่งที่ผมตกผลึกระหว่างการเขียนบทความนี้คือ เราไม่ควรจะตำหนิตนเองในกรณีที่พบว่าตนเองใช้กลไกการป้องกันตัวเองทางจิตใจแล้วบังเอิญเราสังเกตเห็นมันหลังจากแสดงพฤติกรรมออกไปแล้ว

            บางคนอาจจะถามตนเองว่า “ทำไมฉันถึงหลอกตัวเอง” “ทำไมฉันอ่อนแอขนาดนี้” “ทำไมฉันถึงยอมรับความจริงไม่ได้”

            แต่สิ่งที่เราควรถามมากที่สุดถึงที่สุดคือ “จิตใจของฉันกำลังพยายามปกป้องฉันจากอะไร”

            เวลาผมหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง ผมกำลังกลัวที่จะยอมรับความผิดพลาดหรือไม่

            เวลาผม Projection ความรู้สึกไปยังคนอื่น มีบางสิ่งในตัวเองที่ผมยังรับไม่ได้หรือเปล่า

            เวลาผม Displacement ความโกรธไปยังคนที่ปลอดภัยกว่า ผมกำลังไม่กล้าเผชิญกับต้นเหตุที่แท้จริงหรือไม่

            เวลาผม Denial ผมยังไม่พร้อมรับความจริง หรือกำลังเลือกที่จะไม่รับมันเลยกันแน่

            คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อตำหนิตัวเอง แต่มีไว้เพื่อค่อย ๆ เปลี่ยนสิ่งที่เคยเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ให้กลายเป็นสิ่งที่เราเริ่มมองเห็นและเลือกตอบสนองได้มากขึ้น

            เพราะทันทีที่เราเริ่มมองเห็นรูปแบบบางอย่างในตัวเอง เราก็เริ่มมีทางเลือกเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้เป้าหมายทางสุขภาพจิตคือการทำให้ Ego แข็งแรง และไม่ใช่การนำเอากลไกการป้องกันทางจิตใจออกไปทั้งหมด

            มนุษย์คงยังต้องปกป้องตัวเองในบางเวลา บางความจริงต้องใช้เวลารับ บางความรู้สึกยังไม่พร้อมพูด บางเหตุการณ์เราอาจต้องถอยออกมาตั้งหลักก่อนที่จะกลับไปเผชิญมันอีกครั้ง

            ทั้งหมดนั้นไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราควรค่อย ๆ มีทางเลือกมากขึ้น ที่จากเดิมปฏิเสธได้อย่างเดียวเราเริ่มยอมรับได้ทีละนิด จากเดิมที่ระบายใส่คนอื่น เราเริ่มบอกได้ว่า “ตอนนี้ฉันกำลังโกรธ”

            จากเดิมที่หาเหตุผลทุกครั้งที่ผิดพลาด เราเริ่มพูดได้ว่า “ครั้งนี้ฉันทำผิดจริง และฉันแก้ไขมันได้”

            จากเดิมที่ต้องหนีเข้าไปในจินตนาการ เราเริ่มกลับมาแตะชีวิตจริงได้โดยไม่รู้สึกว่ามันหนักเกินไป

            กล่าวโดยสรุป Ego ที่แข็งแรงไม่ได้หมายถึงจิตใจที่ไม่ต้องป้องกันตัวเองเลย แต่คือจิตใจที่มีทางเลือกมากพอจะรู้ว่า เมื่อไรควรป้องกัน เมื่อไรควรถอยออกมาตั้งหลัก เมื่อไรควรเผชิญ และเมื่อไรถึงเวลายอมรับความจริงอย่างที่มันเป็น

            การป้องกันตัวเองไม่ใช่สิ่งเลวร้ายในตัวมันเอง เพราะโลกก็ไม่ได้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยหรืออ่อนโยนกับเราเสมอไป หลายครั้งจิตใจจึงสร้างวิธีบางอย่างขึ้นมาเพื่อช่วยปกป้องเรา และพาเราให้ผ่านช่วงเวลาที่วุ่นวาย กดดัน หรือเจ็บปวดไปได้ในขณะนั้น

            แต่การเติบโตเริ่มขึ้นเมื่อเราค่อย ๆ หันกลับไปบอกจิตใจของตัวเองว่า “ขอบคุณที่เคยปกป้องฉัน ตอนนั้นฉันอาจจำเป็นต้องใช้วิธีนี้จริง ๆ แต่วันนี้ฉันมีวิธีอื่นแล้ว”

มันคือ การรับรู้อารมณ์ตรง ๆ แล้วเลือกตอบสนองอย่างมีสติ โดยเริ่มจากยอมรับความรู้สึก  ตั้งชื่อมัน  พูดความต้องการอย่างตรงไปตรงมา  (ขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น)  แก้สิ่งที่แก้ได้ และปล่อยสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

อ้างอิง

คาลอส บุญุสุภา. (2560). กลไกการป้องกัน (Defense Mechanism). https://sircr.blogspot.com/2017/12/defense-mechanism.html

ความคิดเห็น