บทบาทในการกำหนดพฤติกรรมของสัญชาตญาณแห่งการมีชีวิต (Life Instinct) และความตาย (Death Instinct)

มนุษย์แต่ละคนยังมีมาตรฐานสังคมแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูและประสบการณ์วัยเด็ก รวมไปถึงประสบการณ์ตลอดทางที่เกิดขึ้น

            ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) เป็นบุคคลสำคัญในสาขาจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) ได้พัฒนาแนวคิดแนวคิดเกี่ยวกับสัญขาตญาณขึ้นมาได้อย่างน่าสนใจ และมีความซับซ้อน โดยเขาได้แบ่งสัญชาตญาณออกเป็นสององค์ประกอบ 1) สัญชาตญาณแห่งความตาย (Death Instinct) หรือเรียกว่า “แรงขับสู่ความตาย” และ 2) สัญชาตญาณแห่งการมีวิต (Life Instinct) หรือเรียกว่า “แรงขับสู่ชีวิต”

            ในทฤษฎีนี้ฟรอยด์อธิบายถึงพลังหรือแรงขับที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ ฟรอยด์เสนอว่าแรงขับสู่ความตายเป็นแรงขับพื้นฐานที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกของมนุษย์ทุกคน และมีผลกระทบต่อพฤติกรรมและความคิดของเราในหลากหลายด้าน 

            สัญชาตญาณแห่งชีวิต (Life Instinct) หรือที่ฟรอยด์เรียกว่า "Eros" มีบทบาทสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์เนื่องจากเหตุผลหลายประการดังนี้

            1) แรงขับเพื่อการอยู่รอดและการสืบพันธุ์ Eros หรือสัญชาตญาณแห่งชีวิตเกี่ยวข้องกับแรงขับที่มุ่งเน้นไปที่การดำรงชีวิตและการสืบพันธุ์ ความต้องการทางเพศและความรักเป็นส่วนหนึ่งของสัญชาตญาณแห่งการมีชีวิตซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างครอบครัวและการดูแลลูกหลาน การมีความสัมพันธ์ที่ดีและการมีลูกถือเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากสัญชาตญาณแห่งการมีชีวิต

            2) การแสวงหาความพึงพอใจและความสุข ฟรอยด์เชื่อว่าสัญชาตญาณแห่งการมีชีวิต เป็นแรงขับที่กระตุ้นให้มนุษย์แสวงหาความสุขและความพึงพอใจในชีวิต ทั้งทางกายและจิตใจ เช่น การกิน การดื่ม การพักผ่อน และกิจกรรมที่นำความสุขมาให้ ล้วนแต่ได้รับอิทธิพลจากสัญชาตญาณนี้

            3) การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคค สัญชาตญาณแห่งการมีชีวิตมีบทบาทในการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล การแสดงความรัก การสนับสนุน การช่วยเหลือ และการทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นพฤติกรรมที่สะท้อนถึงสัญชาตญาณแห่งชีวิต ซึ่งช่วยสร้างสังคมที่มีความสามัคคีและความสงบสุข

            4) การเติบโตและพัฒนา สัญชาตญาณแห่งการมีชีวิตกระตุ้นให้มนุษย์มีความต้องการที่จะเติบโตและพัฒนา ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอาชีพ การเรียนรู้และการพัฒนาตนเองเพื่อให้ชีวิตดีขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของสัญชาตญาณแห่งการมีชีวิต ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาตนเองและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ

            5) การหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดและการทำลายล้าง บทบาทนี้จะตรงกันข้ามกับสัญชาตญาณแห่งความตาย (Death Instinct) หรือเรียกว่า Thanatos เกี่ยวข้องกับการทำลายล้างและความรุนแรง Eros ทำงานเพื่อลดและหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด การบาดเจ็บ และการสูญเสีย สัญชาตญาณแห่งชีวิตทำให้มนุษย์มีแนวโน้มที่จะรักษาสุขภาพและความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น

            6) ความคิดสร้างสรรค์และการแสดงออก สัญชาตญาณแห่งการมีชีวิตมีบทบาทในกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และการแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม และนวัตกรรมอื่น ๆ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่และการแสดงออกที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองเป็นพฤติกรรมที่สะท้อนถึงแรงขับของสัญชาตญาณแห่งชีวิต

            สัญชาตญาณแห่งการมึชีวิตมีบทบาทสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์โดยการกระตุ้นให้แสวงหาความสุข การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ การพัฒนาและการหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด ซึ่งทั้งหมดนี้มีผลทำให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตและพัฒนาตนเองได้อย่างมีความสุขและมั่นคง

ความขัดแย้งของสัญชาตญาณทั้งสอง ส่งผลให้เกิดการแสดงออกทางพฤติกรรมที่แตกต่างกันของเรา

            สัญชาตญาณแห่งความตาย (Death Instinct) หรือที่ฟรอยด์เรียกว่า "Thanatos" มีบทบาทในการกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์เนื่องจากเหตุผลหลายประการดังนี้

            1) ความขัดแย้งในจิตใต้สำนึก ฟรอยด์เชื่อว่าในจิตใต้สำนึกของมนุษย์มีความขัดแย้งระหว่างแรงขับสู่ชีวิต (Eros) และแรงขับสู่ความตาย (Thanatos) แรงขับทั้งสองนี้ต่อสู้กันเพื่อควบคุมพฤติกรรมและความคิดของเรา การต่อสู้กันนี้สามารถนำไปสู่พฤติกรรมที่ซับซ้อน เช่น การแสดงออกถึงความรักและความก้าวร้าวในเวลาเดียวกัน

            2) การระบายแรงขับ (Catharsis) ฟรอยด์เชื่อว่ามนุษย์มีความต้องการที่จะระบายแรงขับที่สะสมอยู่ในจิตใต้สำนึก การระบายแรงขับสู่ความตายอาจแสดงออกในรูปแบบของการทำลายตัวเองหรือการทำลายสิ่งแวดล้อมรอบตัว พฤติกรรมเช่น การเสพสารเสพติด การทำร้ายตัวเอง หรือการเข้าร่วมในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เป็นตัวอย่างวิธีการระบายแรงขับนี้

            3) พฤติกรรมก้าวร้าวและความรุนแรง สัญชาตญาณแห่งความตาย (แรงขับสู่ความตาย) เป็นแหล่งที่มาของพฤติกรรมก้าวร้าวและความรุนแรง พฤติกรรมเหล่านี้อาจเป็นวิธีการที่มนุษย์ใช้ในการจัดการกับความขัดแย้งภายในจิตใจ ความก้าวร้าวอาจแสดงออกในรูปแบบของการทะเลาะวิวาท การทำสงคราม หรือการใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่น

            4) การแสวงหาความสงบและการสิ้นสุด ฟรอยด์เชื่อว่ามนุษย์มีความต้องการที่จะกลับคืนสู่สภาพที่ไม่มีชีวิตและไม่มีความเจ็บปวด ซึ่งเป็นสภาวะของความสงบและการสิ้นสุด พฤติกรรมที่มุ่งสู่การทำลายตัวเองหรือการหลีกหนีจากความทุกข์ทรมานอาจสะท้อนถึงความต้องการนี้

            5) การเผชิญกับความตายและความสิ้นหวัง เป็นบทบาทที่กระตุ้นแรงขับสู่ความตาย ทำให้เกิดพฤติกรรมเช่น การพยายามฆ่าตัวตายหรือการแสดงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อชีวิต ความรู้สึกสิ้นหวังและไม่มีความหมายในชีวิตอาจนำไปสู่การกระทำที่ทำลายตัวเองหรือการหลีกหนีจากความเป็นจริง

            สัญชาตญาณมีบทบาทในการกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ผ่านการสร้างความขัดแย้งภายในจิตใต้สำนึก การระบายแรงขับ การแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวและความรุนแรง การแสวงหาความสงบและการสิ้นสุด และการเผชิญกับความตายและความสิ้นหวัง

            แนวคิดนี้ช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ในมุมมองที่ลึกซึ้งและซับซ้อนมากขึ้น และสามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจพฤติกรรมที่ทำลายตัวเองและผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สัญชาตญาณทั้งสองมีบทบาทในการกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ไปในทิศทางที่ดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับบริบททางสังคม การที่เราสามารถเข้าใจความขัดแย้งของสัญชาตญาณในมนุษย์จะทำให้เราใจเย็นและเข้าใจผู้คนมากขึ้น 

            นอกจากนั้นมนุษย์แต่ละคนยังมีมาตรฐานสังคมแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูและประสบการณ์วัยเด็ก รวมไปถึงประสบการณ์ตลอดทางที่เกิดขึ้น สัญชาตญาณมีบทบาทในการกำหนดพฤติกรรม หากเราเป็นครูเราสามารถนำข้อมูลนี้ไปทำความเข้าใจนักเรียน รับฟัง และหาแนวทางในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของปัญหา 

ยังดีกว่าการลงโทษทางวาจา ซึ่งจะทำให้ความขัดแย้งในจิตใจของนักเรียนทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

อ้างอิง

Freud, S. (1961). Beyond the pleasure principle (J. Strachey, Ed. & Trans.). New York, NY: Norton. (Original work published 1920)

ความคิดเห็น