การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยจากชนบทไปสู่เมือง ส่งผลกระทบทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ
ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยมีการพัฒนาที่ก้าวไปข้างหน้า ชนบทเริ่มความเจริญมากขึ้น หลายจังหวัดมีการเจริญเติบโตใกล้เคียงกับเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ แต่ทุกอย่างถูกชะลอให้ช้าลงจากหลายสาเหตุ ยกตัวอย่างเช่น การเมืองไม่มั่นคงมีรัฐประหารบ่อยครั้ง การคอร์รัปชัน การศึกษาที่ไม่เท่าเทียมทุกพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม เราเรียกกระบวนการนี้ว่า การเคลื่อนย้ายสู่ความเป็นเมือง (Urbanization)
การที่เมืองจะเจริญเข้าหาชนบทไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเสมอไป ประชาชนในประเทศที่กำลังพัฒนาหลายประเทศมักจะเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อหาประโยชน์มากกว่าที่จะแสวงหาโอกาสในชนบท แตกต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศที่ความเจริญเข้าหาชนบท ยกตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมทั้งประเทศ และสนับสนุนการท่องเที่ยวในชนบท สวีเดนมีการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น และให้การสนับสนุนทางการเงินแก่พื้นที่ชนบท หรือเยอรมนีที่มีระบบการคมนาคมที่ดีและให้การสนับสนุนภาคเกษตร
การที่ความเจริญเข้าหาชนบทอย่างเท่าเทียมเป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างความสมดุลและความยั่งยืนในการพัฒนาประเทศ ไม่จำเป็นที่ประชากรในชนบทจะต้องเข้าสู่เมือง แต่สามารถทำได้ผ่านการลงทุนและการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการย้ายถิ่นฐานของประชากรจากชนบทเข้าสู่เมืองเสมอไป อย่างไรก็ตามหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยมีการย้ายถิ่นฐานของประชากรจากชนบทเข้าสู่เมืองเกิดขึ้น โดยมีหลายปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นดังนี้
1) ปัจจัยทางเศรษฐกิจ เมืองมีโอกาสการจ้างงานมากกว่าและมีงานที่มีรายได้สูงกว่า เช่น งานในภาคอุตสาหกรรม บริการ และการค้าการพัฒนาอุตสาหกรรม การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในเมืองสร้างงานและดึงดูดคนชนบทให้เข้ามาทำงานการเกษตรที่มีรายได้ต่ำ หรือการทำเกษตรในชนบทมักมีรายได้ต่ำและไม่แน่นอน ทำให้คนต้องหาโอกาสอื่นในการสร้างรายได้ (World Bank, 2015)
2) ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม เมืองมีสถาบันการศึกษาและโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาที่มากกว่า ทำให้คนชนบทย้ายเข้ามาเพื่อหาความรู้และพัฒนาทักษะคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการสาธารณะที่ดีกว่า เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน และการขนส่งสาธารณะ (Thailand Development Research Institute [TDRI], 2017)
3) ปัจจัยทางเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างถนน ทางรถไฟ และระบบขนส่งมวลชน ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้นและดึงดูดคนชนบทเข้ามาในเมือง การเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้คนชนบทได้รับข้อมูลข่าวสารและโอกาสใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับการทำงานและการศึกษา (Pojani & Stead, 2015)
4) ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ปัญหาสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การเสื่อมสภาพของดิน และการขาดแคลนน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม อาจเป็นสาเหตุให้คนต้องย้ายเข้ามาในเมืองเพื่อหางานที่มั่นคงกว่าการพัฒนาพื้นที่เมือง รวมไปถึงการขยายตัวของเมืองไปยังพื้นที่ชนบททำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างทางกายภาพและเศรษฐกิจของพื้นที่นั้น
5) ปัจจัยทางการบริหารจัดการและนโยบายของรัฐบาล นโยบายที่สนับสนุนการขยายตัวของเมืองและการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและบริการในเมืองการกระจายความเจริญ และความพยายามของรัฐบาลในการกระจายความเจริญไปยังภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อพัฒนาภาคชนบท (NESDB, 2017)
การเข้าใจและวิเคราะห์ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้สามารถวางแผนและจัดการกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน นอกจากนั้นการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยจากชนบทไปสู่เมืองเป็นกระบวนการที่สำคัญและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระบวนการนี้ส่งผลกระทบในหลายด้าน ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ โดยรายละเอียดของผลกระทบมีดังนี้
1) การเคลื่อนย้ายของประชากร การอพยพเข้าสู่เมืองเป็นการเคลื่อนย้ายของประชากรจากชนบทเข้าสู่เมืองเกิดขึ้นเนื่องจากโอกาสในการทำงานและรายได้ที่สูงกว่าในเมือง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาของโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้นการขยายตัวของเมือง หรือการที่เมืองขยายตัวออกไปยังพื้นที่รอบข้าง ทำให้ชนบทกลายเป็นพื้นที่เมืองมากขึ้น (สุธาทิพย์ ศรีรักษา (2013)
2) การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรมจากการที่มีนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่ในเมืองและรอบ ๆ เมือง ทำให้คนชนบทหันมาทำงานในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น และการทำการเกษตรในชนบทลดลง เนื่องจากแรงงานย้ายไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ (World Bank, 2015)
3) การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงในครอบครัวเป็นการที่ครอบครัวขยายกลายเป็นครอบครัวนิวเคลียร์ การแต่งงานและมีบุตรช้าลงวัฒนธรรมและวิถีชีวิต วัฒนธรรมในเมืองมีอิทธิพลมากขึ้น เช่น การบริโภคนิยม การใช้เทคโนโลยีในการดำเนินชีวิตการศึกษาและการพัฒนาทักษะโอกาสทางการศึกษาในเมืองมีมากขึ้น ทำให้คนชนบทที่ย้ายเข้ามาได้รับการศึกษาและการพัฒนาทักษะมากขึ้น (ภาวดี หงษ์บุญเพ็ชร, 2016)
4) ผลกระทบทางสังคม การเคลื่อนย้ายเข้าสู่เมืองทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชนบทและเมืองในด้านรายได้และโอกาสความแออัด เมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วอาจพบกับปัญหาความแออัด และการจัดการทรัพยากรที่ไม่เพียงพอปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการขยายตัวของเมืองนำมาซึ่งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศ น้ำเสีย และการลดลงของพื้นที่สีเขียว (สุชาติ ธนะสิริ, 2014)
5) การจัดการนโยบายรัฐบาล คือการที่รัฐบาลพยายามที่จะกระจายความเจริญออกไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ผ่านโครงการพัฒนาชนบทและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างถนน ทางรถไฟ ระบบขนส่งมวลชน และการพัฒนาบริการสาธารณะในเมืองเพื่อรองรับการเติบโตของประชากร (NESDB, 2017)
การเปลี่ยนแปลงจากชนบทไปสู่เมืองในสังคมไทยเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนและมีหลายแง่มุม การพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบและการวางแผนนโยบายที่เหมาะสมจะช่วยให้การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปอย่างยั่งยืนและสมดุล
นอกจากผลกระทบเชิงบวกแล้วยังมีผลกระทบเชิงลบด้วย เช่น ความแออัดของเมือง มลพิษและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ความเหลื่อมล้ำทางสังคม การเพิ่มขึ้นของปัญหาสังคม เช่น อาชญากรรม การว่างงาน และความยากจน ความต้องการที่เพิ่มขึ้นในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการสูญเสียวัฒนธรรมท้องถิ่นบางอย่าง
ดังนั้นกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ต้องการการวางแผนและการปรับตัวจากภาครัฐและประชาชน เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในเมืองเพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้น การพัฒนาชุมชนชนบท สนับสนุนและพัฒนาชุมชนชนบทเพื่อสร้างโอกาสในการทำงานและการพัฒนาคุณภาพชีวิต การจัดการสิ่งแวดล้อม ควบคุมและลดมลพิษในเมืองเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการอยู่อาศัย และสร้างโอกาสในชนบท พัฒนาชนบทและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในชนบทเพื่อลดแรงกดดันจากการย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมือง
การจัดการที่มีประสิทธิภาพและการพัฒนาที่มีความยั่งยืนจะช่วยลดผลกระทบเชิงลบและเสริมสร้างผลกระทบเชิงบวก นั้นคือภาพที่พวกเราประชาชนทุกคนปรารถนา
อ้างอิง
ภาวดี หงษ์บุญเพ็ชร. (2016). การเปลี่ยนแปลงของครอบครัวไทย: จากชนบทสู่เมือง. วารสารสังคมศาสตร์. 18(2), 99-120.
สุชาติ ธนะสิริ. (2014). ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชนบทและเมืองในประเทศไทย. วารสารการพัฒนา. 22(3), 58-78.
สุธาทิพย์ ศรีรักษา. (2013). การอพยพเข้ามาของประชากรในกรุงเทพมหานคร. วารสารประชากรและสังคม. 21(1), 45-67.
NESDB. (2017). Thailand 20-Year National Strategy (2017-2036). Retrieved from https://www.nesdc.go.th/ewt_dl_link.php?nid=9640
Pojani, D., & Stead, D. (2015). Going Dutch? The export of sustainable land-use and transport planning concepts from the Netherlands. Urban Studies, 52(9), 1558-1576. https://doi.org/10.1177/0042098014562326
Thailand Development Research Institute. (2017). การเข้าถึงการศึกษาในประเทศไทย: ความเหลื่อมล้ำและทางออก. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. https://tdri.or.th/publications/education-access-thailand/
World Bank. (2015). Thailand Economic Monitor: Maintaining Stability, Accelerating Growth. Retrieved from worldbank.org
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น