การปรับตัวเพื่อรักษาความเป็นตัวเองสามารถช่วยในการจัดการกับความเครียดและรักษาสมดุลในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากการที่ผมประกอบอาชีพครูทำให้ผมได้พบเจอนักเรียนเกือบทุกชั้นเรียน สิ่งที่ผมค้นพบก็คือเด็กรุ่นใหม่มีการแสดงพฤติกรรมและบุคลิกภาพแตกต่างจากเด็กนักเรียนในรุ่นก่อน ๆ กล่าวคือพวกเขาดูมีโลกส่วนตัวมากขึ้น มีการสื่อสารที่เป็นรูปแบบเฉพาะตัวแตกต่างกันไป ทำให้ผมตั้งสมมติฐานว่าบุคลิกภาพของเด็กในปัจจุบันอาจมีการเก็บตัวมากขึ้นกว่าเด็กรุ่นก่อน
ด้วยเหตุนี้ผมจึงศึกษาเพิ่มเติมและพบว่า เทคโนโลยีและสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คน สิ่งหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อพฤติกรรมและวิถีชีวิตของเรา แต่ยังสามารถส่งผลต่อบุคลิกภาพและการปรับตัวของเราได้ด้วย ผมจึงเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพื่อนำเสนอผลกระทบของเทคโนโลยีและสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ ต่อบุคลิกภาพและพฤติกรรมของผู้คนในสังคมปัจจุบัน
การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ว่ามานี้มีหลายประการแต่หลัก ๆ เลยก็คือการเติบโตของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียที่ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการที่เราติดต่อสื่อสารและดำเนินชีวิต ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลและการสื่อสารทำให้โลกมีการเชื่อมต่อกันมากขึ้น เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อัจฉริยะ ทำให้เราสามารถเชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้ตลอดเวลา ส่งผลให้มีปริมาณข้อมูลและสิ่งกระตุ้นมากขึ้นในชีวิตประจำวัน จึงไม่แปลกที่สิ่งกระตุ้นเหล่านี้จะมีอิทธิพลมหาศาลซึ่งส่งผลไปถึงพฤติกรรมและบุคลิกภาพ
ผลกระทบต่อบุคลิกภาพแบบ Introvert และ Extrovert
บุคลิกภาพของบุคคลสามารถได้รับผลกระทบจากสิ่งกระตุ้นและเทคโนโลยีในหลายแง่มุม ในการวิเคราะห์บุคลิกภาพแบบเก็บตัวหรือ Introvert และบุคลิกภาพแบบเปิดเผย หรือ Extrovert พบว่าคนที่มีลักษณะบุคลิกภาพแตกต่างกันมีการปรับตัวในขลักษณะที่แตกต่างกัน
เด็กที่มีลักษณะบุคลิกภาพแบบ Introvert มักจะชอบความเงียบสงบและการใช้เวลาอยู่คนเดียว พวกเขามักจะรู้สึกมีพลังเมื่อต้องใช้เวลาอยู่กับตัวเองหรือทำกิจกรรมที่ไม่ต้องมีการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมากนัก เทคโนโลยีในยุคดิจิทัลอาจส่งผลดีต่อคนที่มีลักษณะ Introvert โดยเฉพาะในด้านของการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากันโดยตรง เช่น การใช้โซเชียลมีเดีย อีเมล หรือการส่งข้อความ
เด็กที่มีลักษณะบุคลิกภาพแบบ Extrovert มักจะชอบการเข้าสังคมและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น พวกเขามักจะรู้สึกมีพลังเมื่อต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการสื่อสารและกิจกรรมที่มีชีวิตชีวา อย่างไรก็ตาม การที่ต้องเผชิญกับสิ่งกระตุ้นและข้อมูลอย่างต่อเนื่องในยุคดิจิทัล อาจทำให้คนที่มีลักษณะ Extrovert รู้สึกเหนื่อยล้าและต้องการเวลาส่วนตัวมากขึ้น
ยิ่งในยุคสมัยนี้มีการเรียนรูปแบบออนไลน์และทำงานที่บ้านเพิ่มมากขึ้น จึงส่งผลให้ลักษณะ Introvert ดูเด่นชัดขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการทำงานคนเดียวและมีการโต้ตอบผ่านเทคโนโลยีมากขึ้นกว่าในอดีตที่เน้นการเผชิญหน้ากัน
ผลกระทบต่อการปรับตัวของพฤติกรรมในสภาพแวดล้อมที่มีสิ่งกระตุ้นมากขึ้น
จากที่กล่าวมาข้างต้นทุกท่านจะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสิ่งกระตุ้นในยุคดิจิทัลส่งผลต่อพฤติกรรมและบุคลิกภาพของผู้คนในหลายด้าน ทั้งในด้านการทำงาน การเรียนรู้ และการดำเนินชีวิตประจำวัน
การทำงานจากที่บ้านและการเรียนออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้การใช้เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมากขึ้น การทำงานและการเรียนรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ต้องการความสามารถในการจัดการเวลาและการมีสมาธิสูงขึ้น การทำงานคนเดียวและการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีอาจทำให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวและการขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพจิตและการพัฒนาทักษะทางสังคม
การทำงานคนเดียว และการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีอาจทำให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว |
การต้องเผชิญกับสิ่งกระตุ้นและการสื่อสารอย่างต่อเนื่องทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้าและต้องการเวลาส่วนตัวมากขึ้น การที่ต้องรับมือกับปริมาณข้อมูลและการติดต่อสื่อสารที่มากขึ้นนี้ อีกทั้งยังทำให้เราต้องปรับตัวและพัฒนาทักษะในการจัดการกับความเครียด การพักผ่อนและการหาเวลาส่วนตัวเพื่อพักผ่อนและฟื้นฟูตนเองกลายเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสมดุลชีวิต
การปรับตัวเพื่อรักษาความเป็นตัวเองในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน
ทุกท่านจะเห็นว่าผลกระทบของการปรับตัวต่อทั้งเทคโนโลยีและสิ่งกระตุ้นมากมายในยุคนี้ทำให้เราจำเป็นต้องรักษาความเป็นตัวเองเอาไว้ หากเรามีบุคลิกภาพที่รู้สึกได้รับพลังเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน เราก็ควรจะแสวงหาสภาวะที่จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน เพื่อรักษาความเป็นตัวเองไว้ หรือการลดสิ้งกระตุ้นที่เกิดขึ้นรอบตัว
การเผชิญกับสิ่งกระตุ้นและเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลอาจเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ แต่การปรับตัวเพื่อรักษาความเป็นตัวเองสามารถช่วยในการจัดการกับความเครียดและรักษาสมดุลในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การปรับตัวเพื่อรักษาความเป็นตัวเองเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนความสุขและความพึงพอใจในชีวิต
1) การพัฒนาทักษะการจัดการเวลา การจัดการเวลาด้วยความรอบคอบสามารถช่วยในการลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีในการจัดการเวลา เช่น การใช้แอปพลิเคชันสำหรับการจัดตารางเวลา การตั้งเป้าหมายรายวัน และการจัดลำดับความสำคัญของงาน สามารถช่วยให้เรามีเวลาในการพักผ่อนและทำกิจกรรมที่เราชื่นชอบ กล่าวคือมีเวลามากขึ้นในการหาแหล่งที่จะฟื้นฟูตัวเองให้เหมาะสมตามบุคลิกภาพของเรา
2) การสร้างพื้นที่ส่วนตัว พื้นที่ส่วนตัวในการทำงานและการพักผ่อนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรักษาสมดุลในชีวิต การจัดพื้นที่ทำงานที่เงียบสงบและเป็นระเบียบสามารถช่วยในการเพิ่มสมาธิและประสิทธิภาพในการทำงาน ในขณะเดียวกัน การสร้างพื้นที่สำหรับการพักผ่อนและการทำกิจกรรมที่เราชื่นชอบสามารถช่วยในการลดความเครียดและเสริมสร้างพลังงาน
3) การสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ การสื่อสารกับคนรอบข้างสามารถช่วยในการลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและเพิ่มความสุขในชีวิต สามารถช่วยในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางสังคม
4) การตั้งขอบเขตในการใช้เทคโนโลยี สามารถช่วยในการลดความเครียดและเพิ่มเวลาในการทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ การกำหนดเวลาที่แน่นอนในการใช้โซเชียลมีเดียหรือการตรวจสอบอีเมลสามารถช่วยในการป้องกันการเสพติดและการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้นและเทคโนโลยี การปรับตัวเพื่อรักษาความเป็นตัวเองเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนความสุขและความพึงพอใจในชีวิต การพัฒนาทักษะการจัดการเวลา การสร้างพื้นที่ส่วนตัว การสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ และการตั้งขอบเขตในการใช้เทคโนโลยี เป็นวิธีที่สามารถช่วยในการรักษาความเป็นตัวเองและการจัดการกับความเครียดในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน
การมีบุคลิกภาพแบบเก็บตัวหรือ Introvert ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย มนุษย์ทุกคนมีความแตกต่างกัน ประเด็นของบทความนี้คือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีผลต่อพฤติกรรมและบุคลิกภาพของมนุษย์ หรืออาจกล่าวได้ว่าตัวตนเองของการเปลี่ยนรูปร่างไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลก หากเราสามารถควบคุม จัดการ และดูแลสิ่งแวดล้อมของตนเองเท่าที่จะทำได้ ดังตัวอย่างที่หยิบยกมาข้างต้น เราก็จะสามารถคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ที่เป็นตัวเราอย่างแท้จริงได้
การสร้างสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีและการรักษาความเป็นตัวเองเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก แต่เราก็ต้องไม่ลืมเช่นเดียวกันว่าเราควรที่จะออกแบบชีวิตที่มีคุณภาพและมีความสุข การเรียนรู้และปรับตัวในยุคดิจิทัลสามารถช่วยให้เราสามารถเติบโตและพัฒนาได้อย่างยั่งยืนและมีความสุขได้ ผมอยากให้ผู้อ่านทุกท่านตระหนักว่า
แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วแค่ไหนก็ตาม แต่ชีวิตนี้ เราสามารถร่างหรือออกแบบเองได้ด้วยตัวของเราเอง
อ้างอิง
Kross, E., Verduyn, P., Demiralp, E., Park, J., Lee, D. S., Lin, N., ... & Ybarra, O. (2013). Facebook use predicts declines in subjective well-being in young adults. PloS one, 8(8), e69841. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0069841
Przybylski, A. K., & Weinstein, N. (2017). A large-scale test of the goldilocks hypothesis: Quantifying the relations between digital-screen use and the mental well-being of adolescents. Psychological Science, 28(2), 204-215.
Robinson, L., Cotten, S. R., Ono, H., Quan-Haase, A., Mesch, G., Chen, W., ... & Stern, M. J. (2015). Digital inequalities and why they matter. Information, Communication & Society, 18(5), 569-582.
Turkle, S. (2011). Alone Together: Why We Expect More from Technology and Less from Each Other.
Twenge, J. M. (2017). iGen: Why Today's Super-Connected Kids Are Growing Up Less Rebellious, More Tolerant, Less Happy--and Completely Unprepared for Adulthood
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น