แม่น้ำที่ไหลไปไม่มีวันย้อนกลับมาเป็นสายเดิมได้อีก สิ่งเล็กน้อยที่เคยทำให้เรามีความสุขกลับไม่สามารถสร้างความพึงพอใจได้เช่นเดิม
ผมเขียนบทความเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำและการปรับตัวต่อความพึงพอใจอยู่บ้าง ทำให้ผมรู้ว่าความพึงพอใจมันไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่เราได้รับมาวันนี้ เราจะอยากได้เพิ่มมากขึ้น แต่ผมไม่เคยตั้งคำถามเลยว่า อาหารที่อร่อยและสร้างความสุขให้กับเราในทุกครั้งที่เรากิน จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่เมื่อมาตรฐานการครองชีพของเราสูงขึ้น จนกระทั่งผมได้อ่านหนังสือ THE HAPPIEST PERSON IN THE ROOM อยู่เย็นเป็นสูตร ที่เขียนโดย ศาสตราจารย์ ณัฐวุฒิ เผ่าทวี
ศาสตราจารย์ ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ได้ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัวในหนังสือ โดยอาจารย์เล่าว่า "เมื่อประมาณสิบปีของผม ทางบริษัท Suntory ชวนผมไปบรรยายงานวิจัยเรื่องความสุขที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และหนึ่งในแรงจูงใจจากเขาในตอนนั้นคือการซื้อตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจให้ผมบินจากลอนดอนไปโอซาก้า ตัวผมในตอนนั้นเคยนั่ง ชั้นธุรกิจเพียงแค่ครั้งเดียว ซึ่งเป็นการบินระยะสั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง จึงดีใจมากกับโอกาสที่จะได้นั่งชั้นธุรกิจไกล ๆ เป็นครั้งแรก และการบินไปญี่ปุ่นครั้งนั้นก็ไม่ทำให้ผม ผิดหวังเลย มันเป็นประสบการณ์ที่ยังจำได้จนทุกวันนี้"
"อย่างไรก็ตาม การนั่งเครื่องบินชั้นธุรกิจไปญี่ปุ่นเมื่อเกือบสิบปีที่แล้วกลับมีผลข้างเคียงเชิงลบต่อความสุขในอนาคตอย่างที่ผมไม่ได้คาดคิดมาก่อน เพราะตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่ต้องเดินทางกลับมาเยี่ยมครอบครัว ที่ไทย ด้วยเหตุที่ผมไม่มีรายได้พอที่จะบินชั้นธุรกิจได้ตลอดไม่ได้นั่งมันบ่อย ๆ ทำให้ประสบการณ์การนั่งเครื่องบิน ชั้นประหยัดไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
"จากเดิมที่ไม่เคยรู้สึกอะไรมาก่อน ผมกลับรู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไมที่นั่งของชั้นประหยัด ถึงเล็กอย่างนี้ ทำไมอาหารที่เสิร์ฟถึงไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ทำไมผมถึงไม่สามารถนอนหลับอย่างที่เคยทำได้ในอดีต นั่นเพราะประสบการณ์จากการบินชั้นธุรกิจ ได้ทำลายประสบการณ์ของการนั่งชั้นประหยัดในอนาคตของผมไปอย่างสิ้นเชิง"
การยกระดับมาตรฐานการครองชีพ (Standard of Living) เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา เพราะเราต้องการให้ชีวิตดีขึ้น แต่สิ่งที่พบก็คือ เมื่อมาตรฐานการครองชีพของเราสูงขึ้น ความพึงพอใจที่เราเคยมีต่อสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตกลับลดลง นี่คือผลกระทบจากการปรับตัว (Hedonic Adaptation) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่สำคัญ
ในอดีต เราอาจพอใจกับการรับประทานอาหารข้างทางที่เรียบง่าย เช่น ข้าวผัดกะเพรา แต่เมื่อมีโอกาสได้ลิ้มลองอาหารในร้านหรู ความพอใจนั้นกลับลดลง ข้าวผัดกะเพราริมทางที่เคยอร่อยก็ไม่ดีพอสำหรับเราอีกต่อไป ชีวิตของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เหมือนแม่น้ำที่ไหลไปไม่มีวันย้อนกลับมาเป็นสายเดิมได้อีก สิ่งเล็กน้อยที่เคยทำให้เรามีความสุขกลับไม่สามารถสร้างความพึงพอใจได้เช่นเดิม
การปรับตัวทางเฮโดนิค (Hedonic Adaptation)
การปรับตัวเป็นกระบวนการที่มนุษย์ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นหรือแย่ลง หลังจากช่วงเวลาหนึ่งความรู้สึกพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจจะกลับสู่ระดับเดิม การปรับตัวนี้ทำให้เราไม่สามารถรักษาความพึงพอใจในระดับสูงสุด (ที่เคยมี) ได้ตลอดเวลา เนื่องจากเราจะคุ้นเคยกับสิ่งที่ดีขึ้นและความสุขจากสิ่งเดิมลดลง
เมื่อมาตรฐานการครองชีพของเราสูงขึ้น ความพึงพอใจที่เราเคยมีต่อสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตกลับลดลง |
ตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนคือ เมื่อเราเพิ่มรายได้และสามารถใช้ชีวิตที่หรูหราขึ้น มาตรฐานของความสุขและความพึงพอใจของเราก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย สิ่งที่เคยทำให้เรามีความสุขกลายเป็นสิ่งที่ธรรมดาและไม่น่าตื่นเต้นอีกต่อไป เมื่อเรามีรถหรูหรือบ้านหลังใหญ่ เราย่อมคุ้นเคยกับความสะดวกสบายเหล่านั้นและต้องการสิ่งที่ดีกว่าเสมอ
สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่การจะสามารถก้าวให้ทันความสามารถในการปรับตัวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และความพยายามนั้นก็ทำให้เราสูญเสียความสุขระหว่างทางไปมากมาย ดังนั้นการมีความสุขหรือพึงพอใจกับสิ่งที่เรียบง่ายอาจเป็นหนทางที่จะทำให้เรามีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
หัวใจคือการอยู่กับปัจจุบัน เพราะมันช่วยให้เราตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งที่เรามีในตอนนี้ และไม่หลงไปกับความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด การใช้ชีวิตในปัจจุบันและการรักษาความเรียบง่ายเป็นวิธีที่ดีในการรักษาความพอใจและความสุขในชีวิต
เลียว ตอลสตอย (Leo Tolstoy) เป็นบุคคลที่มีชีวิตที่สะท้อนถึงความเรียบง่ายและการอยู่กับปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง เขาเขียนหนังสือชื่อดังเช่น "War and Peace" ซึ่งพูดถึงผลกระทบของสงครามต่อมนุษย์และความสำคัญของความเมตตาและความเข้าใจระหว่างบุคคล และ "The Death of Ivan Ilyich" ที่ทำให้ผู้คนตระหนักถึงความว่างเปล่าของชีวิตที่มัวแต่แสวงหาความสำเร็จทางวัตถุและความสุขทางสังคม เขาเรียนรู้ว่าความรักและความจริงใจต่อผู้อื่นเป็นสิ่งที่มีความหมายที่สุดในชีวิต
ในท้ายที่สุด ตอลสตอยกลับไปใช้ชีวิตในฟาร์มแถวชนบท เขาเลิกใช้ชีวิตที่หรูหราและหันมาสนใจการทำงานในฟาร์ม การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง และการทำงานด้วยมือของตนเอง ตอลสตอยก่อตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กยากจนในชนบท เพื่อให้เด็กเหล่านั้นได้รับการศึกษาและมีโอกาสในชีวิต เขาเชื่อว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคม เขาใช้ทรัพย์สินของเขาในการช่วยเหลือผู้ยากไร้และทำงานการกุศลอย่างต่อเนื่อง
ข้อแนะนำในการดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายและมีความสุขมา
ในท้ายที่สุดตอลสตอยเลิกใช้ชีวิตที่หรูหราและหันมาสนใจการทำงานในฟาร์ม การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง และการทำงานด้วยมือของตนเอง ชีวิตของเขาสอดคล้องกับข้อแนะนำในการดำเนินชีวิต อย่างไรก็ตามผมไม่ได้บอกให้ทุกคนเลิกใช้ชีวิตในเมืองแล้วไปใช้ชีวิตที่ฟาร์มแทน เพราะพวกเราทุกคนมีการใช้ชีวิตเรียบง่ายที่แตกต่างกัน ซึ่งจากแนวคิดและงานวิจัยหลายชิ้นในด้านจิตวิทยาและการศึกษาความสุข สามารถกลั่นกรองเป็นข้อเสนอแนะได้ดังนี้
1) การฝึกความกตัญญู (Gratitude) งานวิจัยโดย Emmons และ McCullough (2003) พบว่าการฝึกความกตัญญูมีผลดีต่อสุขภาพจิตและความพึงพอใจในชีวิตของคน การฝึกความกตัญญูสามารถทำได้โดยการเขียนบันทึกความรู้สึกขอบคุณในสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น ขอบคุณครอบครัว เพื่อนฝูง หรือแม้กระทั่งสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้เรามีความสุขในแต่ละวัน
การฝึกความกตัญญูอย่างต่อเนื่องช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็นความดีในชีวิต ลดความเครียด และเพิ่มความสุขโดยรวมของคน การฝึกความกตัญญูยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างบุคคล ทำให้เรามีทัศนคติที่ดีต่อผู้อื่น และทำให้เรามีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
2) การดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย (Simplicity) งานวิจัยหนึ่งพบว่าการลดการบริโภคและการจัดระเบียบสิ่งของในชีวิตประจำวันสามารถช่วยให้บุคคลมีความสุขและพึงพอใจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพวกเขามุ่งเน้นที่การใช้ทรัพยากรในการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากกว่าการสะสมสิ่งของ (Kasser, 2016)
การลดการบริโภคสิ่งของที่ไม่จำเป็นและการลดความซับซ้อนในชีวิตช่วยให้เรามีเวลามากขึ้นในการทำสิ่งที่มีความหมายและมีความสุข การศึกษาพบว่าคนที่เลือกใช้ชีวิตแบบ Minimalist (ใช้ชีวิตแบบน้อยแต่มาก) มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น มีความเครียดน้อยลง และมีความพึงพอใจในชีวิตมากขึ้น การดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายยังช่วยลดภาระทางการเงินและเพิ่มความสามารถในการมีอิสระในการตัดสินใจในชีวิต
3) การตั้งเป้าหมายที่มีความหมาย (Meaningful Goals) งานวิจัยใน Positive Psychology โดย Seligman (2002) และคณะพบว่าการมีเป้าหมายที่มีความหมายและการใช้ชีวิตตามค่านิยมที่สำคัญช่วยเพิ่มความพึงพอใจในชีวิตและความสุขระยะยาว การตั้งเป้าหมายที่มีความหมายหมายถึงการกำหนดเป้าหมายที่มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อตนเองและผู้อื่น
การมีเป้าหมายที่ชัดเจนและมีความหมายทำให้เรามีแรงบันดาลใจในการทำงานและการใช้ชีวิต การตั้งเป้าหมายที่มีความหมายยังช่วยให้เรามีทิศทางในชีวิตและรู้สึกว่าชีวิตมีความหมายและมีคุณค่า การศึกษาพบว่าคนที่มีเป้าหมายที่มีความหมายมีความสุขและความพึงพอใจในชีวิตมากขึ้น และมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น
4) การฝึกการใช้ชีวิตในปัจจุบัน (Mindfulness) การวิจัยในด้าน Mindfulness โดย Kabat-Zinn (1994) พบว่าการฝึกมีสมาธิช่วยลดความเครียดและเพิ่มความพึงพอใจในชีวิต การฝึกการมีสมาธิหมายถึงการฝึกจิตให้มีสติและตระหนักรู้ในปัจจุบัน อีกทั้งยังช่วยให้เรามีความสามารถในการอยู่กับปัจจุบันและไม่หลงไหลไปกับความคิดและความรู้สึกที่ไม่พึงประสงค์และมีความสุขจากสิ่งเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน และช่วยให้เรามีความสามารถในการจัดการกับความเครียดและปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างบุคคลและทำให้เรามีทัศนคติที่ดีต่อชีวิต
5) การช่วยเหลือผู้อื่น (Altruism) งานวิจัยโดย Post (2005) และคณะ พบว่าการทำบุญหรือการช่วยเหลือผู้อื่นทำให้คนรู้สึกมีความสุขและพึงพอใจในชีวิตมากขึ้น การช่วยเหลือผู้อื่นหมายถึงการทำสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน การทำบุญและการทำงานการกุศลช่วยให้เรารู้สึกมีคุณค่าและมีความหมาย
การช่วยเหลือผู้อื่นยังเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสังคมและทำให้เรามีความสุขจากการเห็นคนอื่นมีความสุข นอกจากนั้นยังมีการศึกษาที่พบว่าคนที่ทำบุญและช่วยเหลือผู้อื่นมีความสุขและความพึงพอใจในชีวิตมากขึ้น และมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นอีกด้วย
เราสามารถใช้ข้อแนะนำทั้งหมดมาเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย และมีความสุขกับปัจจจุบันมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นคนที่น่าคบหามากขึ้นอีกด้วย แม้ว่าการปรับตัวจะเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่ทำให้เราคุ้นเคยกับสิ่งที่ดีขึ้นและความสุขจากสิ่งเหล่านั้นลดลง เมื่อเรามีมากขึ้น ความคาดหวังและมาตรฐานของเราก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้สิ่งที่เคยทำให้เรามีความสุขกลายเป็นสิ่งที่ธรรมดาในสายตาเรา
แต่การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย อยู่กับปัจจุบัน ฝึกฝนความกตัญญู การขอบคุณ สมาธิ และการช่วยเหลือผู้อื่น จะช่วยให้เรารักษาความพอใจและความสุขในชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ เรื่องราวของเลียว ตอลสตอยเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและการให้ความสำคัญกับความรัก ความเมตตา และความเข้าใจระหว่างมนุษย์
กุญแจของการมีชีวิตที่ดีจึงไม่ใช่ปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการประสานกันระหว่างปัจจัยภายในและภายในอย่างลงตัว
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น