การศึกษาพิเศษไม่ใช่ศาสตร์เฉพาะกลุ่ม หากแต่เป็น Human Learning Design ศาสตร์ที่ว่าด้วยการออกแบบการเรียนรู้ที่เริ่มต้นจากความแตกต่างของมนุษย์ และขยายไปสู่ผู้เรียนทุกคนอย่างเท่าเทียม
ผู้เขียนจบปริญญาตรีและโททางด้านจิตวิทยา แต่เมื่อเริ่มศึกษาด้านการศึกษาพิเศษอย่างลึกซึ้งทั้งจากการทำงานและการเรียนในระดับปริญญาเอก ทำให้ผมเห็นความเชื่อมโยงบางอย่างที่เข้าด้วยกันอย่างน่าประหลาดใจ และศาสตร์ของการศึกษาพิเศษสามารถนำมาปรับใช้กับนักเรียนทั่วไปได้อย่างลงตัว ซึ่งในบทความนี้ผมจะนำเสนอประเด็นดังกล่าว
เมื่อเริ่มศึกษาด้านการศึกษาพิเศษอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับความบกพร่องทางกายภาพ เช่น ภาวะออทิซึมสปกตรัม (Autism Spectrum Disorder) ความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities) สมาธิสั้น (ADHD) และเด็กที่มีศักยภาพสูง (Gifted) ผู้เขียนเริ่มสังเกตเห็นรูปแบบร่วมบางประการที่เชื่อมโยงเด็กเหล่านี้เข้าด้วยกันอย่างน่าประหลาดใจ
การตระหนักรู้จุดนี้นำไปสู่คำถามสำคัญว่า หากการศึกษาพิเศษสามารถออกแบบการเรียนรู้ให้เข้าถึงเด็กที่มีความเปราะบางที่สุดได้ เหตุใดหลักการเดียวกันนี้จึงจะไม่สามารถใช้กับเด็กทั่วไปได้ โดยเฉพาะเด็กที่เรียนช้า หรือยังไม่พร้อมตามระบบมาตรฐาน โดยในบทความนี้ผมจะนำแนวคิดทางด้านการศึกษาพิเศษที่สามารถใช้กับนักเรียนทั่วไปได้มาเชื่อมโยงให้ภาพครับ
ข้อจำกัดด้าน Executive Function ที่มีร่วมกัน
สมองส่วนบริหาร หรือ Executive Functions (EF) คือสิ่งแรกที่ผมนึกถึง งานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่า EF เป็นตัวทำนายความสำเร็จทางการเรียนที่สำคัญกว่าคะแนนสติปัญญา (IQ) ในระยะยาว คือระบบกำกับตนเองของสมองที่ช่วยให้มนุษย์ คิดก่อนทำ วางแผน ยืดหยุ่น ควบคุมอารมณ์ และสามารถติดตามงานของตนเอง กล่าวคือ EF ไม่ใช่ “ความฉลาด” แต่คือ ความสามารถในการใช้ความฉลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
EF อ่อนไหวต่อความเครียดและสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น ความกดดัน ทำให้การทำงานของ EF แย่ลงห้องเรียนซับซ้อน และการสอนที่ไม่ชัดก็เช่นเดียวกัน อีกทั้งเด็กทุกกลุ่มต้องการการสนับสนุนระหว่างทาง (Scaffolding) ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนด้วยภาพ (Visual support) การแบ่งระบบงาน การเตือน และการพัก EF
แม้เด็กออทิซึมฯ เด็กสมาธิสั้น และเด็กทั่วไปจะมีข้อจำกัดด้าน Executive Function (EF) ร่วมกันในฐานะที่ EF ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและอ่อนไหวต่อบริบท แต่เมื่อพิจารณาเชิงลึกจะพบว่า รูปแบบของข้อจำกัดมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละกลุ่ม
| เหตุใดหลักการสอนทางด้านการศึกษาพิเศษเจึงจะไม่สามารถใช้กับเด็กทั่วไปได้ |
เด็กออทิซึมฯ มักมีข้อจำกัดเด่นในด้านความยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive flexibility) และการวางแผน (Planning) ทำให้การปรับตัวต่อสถานการณ์ที่ไม่คาดเดาได้เป็นเรื่องท้าทาย ในขณะที่เด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น (ADHD) จะมีข้อจำกัดชัดเจนในด้านการยับยั้งพฤติกรรม (Inhibition) ซึ่งมักแสดงออกในรูปแบบของการคิดแล้วทำทันที รวมถึงความจุของความจำใช้งาน (Working memory) ที่สั้น
ส่งผลต่อความต่อเนื่องในการทำงานและการกำกับตนเอง ส่วนเด็กทั่วไปแม้จะไม่ได้มีความบกพร่องทางพัฒนาการ แต่ EF อาจยังพัฒนาไม่เต็มขั้นตามวัย อันเนื่องมาจากประสบการณ์การเรียนรู้ที่ไม่เปิดโอกาสให้ได้ฝึกใช้ EF บางด้านอย่างเป็นระบบ เช่น เด็กที่ไม่เคยมีส่วนร่วมในการวางแผน ตัดสินใจ หรือรับผิดชอบผลของการเลือกของตนเอง ย่อมมี EF ด้านการวางแผนและการกำกับตนเองที่อ่อนแอกว่า
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความแตกต่างระหว่างเด็กกลุ่มต่าง ๆ มิได้อยู่ที่การมีหรือไม่มี EF หากแต่อยู่ที่ลักษณะและระดับของการสนับสนุน EF ที่แต่ละกลุ่มต้องการ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการออกแบบการเรียนรู้ที่เข้าถึงผู้เรียนทุกคนอย่างแท้จริง
Universal Design for Learning (UDL) ศาสตร์เฉพาะทางกลายเป็นรากฐานของการเรียนรู้สำหรับทุกคน
นักเรียนทุกคนมีความต้องการพิเศษด้วยกันทั้งสิ้นอยู่ที่ว่าจะมากหรือน้อย หรือต้องการอะไรเป็นพิเศษ และเมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้ง จะพบว่าแนวปฏิบัติในห้องเรียนการศึกษาพิเศษมีความสอดคล้องโดยตรงกับกรอบแนวคิด Universal Design for Learning (UDL) ที่พัฒนาโดย CAST (CAST; Meyer, Rose, & Gordon, 2014) อย่างน่าประหลาดใจ ทั้งที่ UDL เพิ่งถูกสังเคราะห์และตั้งชื่ออย่างเป็นทางการในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่ง UDL ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1) Multiple Means of Engagement คือ การออกแบบแรงจูงใจและความหมายในการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความแตกต่างของผู้เรียน
2) Multiple Means of Representation คือ การนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อรองรับความแตกต่างด้านการรับรู้และการประมวลผลข้อมูล
3) Multiple Means of Action and Expression คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนแสดงความเข้าใจผ่านวิธีการที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลักการทั้งสามนี้ ไม่ใช่นวัตกรรมใหม่สำหรับครูการศึกษาพิเศษ หากแต่เป็นสิ่งที่ครูสายนี้จำเป็นต้องศึกษาและออกแบบมาโดยตลอด เพื่อให้ผู้เรียนที่มีความแตกต่างด้านการเรียนรู้สามารถเข้าถึงเนื้อหา อยู่รอดในระบบ และเติบโตได้อย่างมีศักดิ์ศรี แล้วทำไมเราจึงนำหลักการและระบบนี้มาปรับใช้สำหรับนักเรียนทุกคนบนโลกใบนี้ไม่ได่ล่ะ
การประเมินตนเองของครูอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนานักเรียนอย่างดีที่สุด
นอกเหนือจาก EF และ UDL ที่ผมกล่าวมาข้างต้น หนึ่งในบทเรียนที่ทรงคุณค่าที่สุดจากการศึกษาพิเศษ คือการเรียนรู้ที่จะ ประเมินการสอนของตนเองอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดนิ่ง ครูการศึกษาพิเศษไม่สามารถอธิบายความล้มเหลวของการเรียนรู้ด้วยการโทษผู้เรียนได้ง่าย ๆ เพราะความแตกต่างของผู้เรียนคือ “โจทย์ตั้งต้น” ของห้องเรียนอยู่แล้ว
เมื่อผู้เรียนยังไม่เข้าใจ ครูจำเป็นต้องย้อนกลับมาทบทวนกระบวนการของตนเองอย่างเป็นระบบ เช่น ขั้นตอนไหนของการสอนยังไม่ชัดเจนหรือซับซ้อนเกินไป หรือผู้เรียนยังมีข้อจำกัดด้าน Executive Function (EF) ด้านใดที่ส่งผลต่อการเรียนรู้
กระบวนการใคร่ครวญเช่นนี้หล่อหลอมสิ่งที่เรียกว่า Metacognitive teaching หรือการสอนที่ครูตระหนักรู้และกำกับการสอนของตนเองอย่างมีสติ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหัวใจของครูมืออาชีพในศตวรรษที่ 21 (Darling-Hammond et al., 2020)
ที่สำคัญ ทักษะนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะห้องเรียนการศึกษาพิเศษ หากสามารถถ่ายทอดและขยายผลสู่การศึกษาทั่วไปได้อย่างทรงพลัง โดยเฉพาะในโลกการศึกษาที่ผู้เรียนมีความหลากหลายมากขึ้น และแนวคิด “ห้องเรียนแบบเดียวสำหรับทุกคน” ไม่อาจตอบโจทย์ได้อีกต่อไป
จากทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า การศึกษาพิเศษจึงไม่ใช่ศาสตร์เฉพาะกลุ่ม หากแต่เป็น Human Learning Design ศาสตร์ที่ว่าด้วยการออกแบบการเรียนรู้ที่เริ่มต้นจากความแตกต่างของมนุษย์ และขยายไปสู่ผู้เรียนทุกคนอย่างเท่าเทียม หัวใจสำคัญของการออกแบบเช่นนี้คือการตระหนักว่า "การเรียนรู้ไม่ได้เกิดจากเนื้อหาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความพร้อมของสมอง" โดยเฉพาะ EF ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบกำกับการเรียนรู้ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน การยับยั้งชั่งใจ ความยืดหยุ่นทางความคิด การควบคุมอารมณ์ และการติดตามประเมินตนเอง
EF ไม่ใช่แนวคิดเชิงทฤษฎีที่จับต้องได้ยาก แต่คือความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน ครูต้องออกแบบกิจกรรม โครงสร้างเวลา การสื่อสาร และการสนับสนุนช่วยเหลือเพื่อชดเชยหรือเสริมสร้าง EF ที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ของผู้เรียน สิ่งที่แตกต่างคือ เมื่อกรอบคิดนี้ถูกนำมามองผ่าน UDL เราจะเห็นว่า ผู้เรียนทั่วไปเองก็ต้องพึ่งพา EF ในการเรียนรู้เช่นเดียวกัน เพียงแต่บางคนมี EF พร้อมกว่า ขณะที่บางคนยังต้องการการออกแบบที่เอื้ออำนวยมากขึ้น
ในบริบทนี้ การยกระดับการศึกษาพิเศษจึงไม่ใช่การแยกศาสตร์ออกจากการศึกษาทั่วไป แต่คือการ เชื่อมโยงองค์ความรู้จากขอบเวทีสู่แกนกลางของระบบการศึกษา จากการช่วย “เด็กบางกลุ่มให้เรียนได้ ไปสู่การออกแบบระบบที่ทำให้ ทุกคนเรียนรู้ได้ดีขึ้น" ห้องเรียนในอนาคตจึงไม่ใช่พื้นที่ที่ตั้งคำถามว่า "ใครเรียนไม่ทัน” แต่เป็นพื้นที่ที่ตั้งคำถามว่า
“เราจะออกแบบอย่างไรให้ EF ของผู้เรียนแต่ละคนได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสมได้อย่างไรบ้าง”
การศึกษาที่มีคุณภาพจึงไม่ใช่การเร่งให้ผู้เรียนก้าวไปข้างหน้าอย่างเท่า ๆ กัน แต่คือการออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ที่เคารพจังหวะของสมองมนุษย์แต่ละคน การศึกษาพิเศษได้สอนเรามานานแล้วว่า เมื่อเราออกแบบการเรียนรู้ด้วยความเมตตาและหลักฐานเชิงวิชาการ การเรียนรู้จะกลายเป็นกระบวนการเติบโตของมนุษย์อย่างแท้จริง
และนั่นคือจุดที่การศึกษาพิเศษไม่ได้อยู่ชายขอบของการศึกษาอีกต่อไป หากแต่ยืนอยู่ ณ ใจกลางของการออกแบบการเรียนรู้สำหรับโลกในอนาคต
อ้างอิง
Darling-Hammond, L., Flook, L., Cook-Harvey, C., Barron, B., & Osher, D. (2020). Implications for educational practice of the science of learning and development. Applied Developmental Science, 24(2), 97–140. https://doi.org/10.1080/10888691.2018.1537791
Meyer, A., Rose, D. H., & Gordon, D. (2014). Universal design for learning: Theory and practice. CAST.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น