บันทึกประสบการณ์ชีวิตครู: กลัวที่จะเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อเปลี่ยนก็ปรับตัวได้เสมอ

ในทางจิตวิทยาเรียกว่า Psychological flexibility หรือความสามารถในการยอมรับสถานการณ์ใหม่และปรับพฤติกรรม ความคิด และอารมณ์ให้สอดคล้องกับมัน

            แค่ชื่อบทความก็บ่งบอกเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ผมเชื่อว่าผู้อ่านทุกคนเคยพบเจอกับเหตุการณ์ที่จะต้องเปลี่ยนแปลง ซึ่งเรากลัวในช่วงแรก แต่เมื่อมันผ่านพ้นไปเราก็ปรับตัวได้เสมอ ทั้ง ๆ ที่เป็นแบบนี้เสมอ แต่ทำไมเราถึงกลัว

            บทความนี้นำวิทยาศาสตร์มาอธิบายเล็กน้อย และจะยกเรื่องราวที่น่าสนใจของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ผู้อ่านที่กำลังจะต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลง มีความกล้าและพร้อมกับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีสติ

สมองของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อความเปลี่ยนแปลง

            ในเชิงวิทยาศาสตร์ สมองของมนุษย์ โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า “อะมิกดะลา” (amygdala) ทำหน้าที่ตรวจจับความไม่แน่นอนและตีความว่าเป็นความเสี่ยง นั่นหมายความว่า 

            การเปลี่ยนแปลง = สิ่งที่คาดเดาไม่ได้ = อาจเป็นอันตราย (LeDoux, (2000)

            แม้ในความเป็นจริง สิ่งนั้นอาจเป็นเพียง การย้ายงาน การเปลี่ยนบทบาท หรือสถานการณ์ใหม่ในชีวิตสมองก็ยังคงตอบสนองด้วย ความกลัว ความกังวล และความลังเล ดังนั้น จึงเป็น “ระบบป้องกันตามธรรมชาติของมนุษย์”

แต่เราปรับตัวได้เสมอ

            แม้สมองจะกลัว แต่มนุษย์มีความสามารถที่ทรงพลังมากอย่างหนึ่ง คือ “การปรับตัว” (adaptation)

            ในทางจิตวิทยาเรียกว่า Psychological flexibility หรือความสามารถในการยอมรับสถานการณ์ใหม่และปรับพฤติกรรม ความคิด และอารมณ์ให้สอดคล้องกับมัน (Kashdan, & Rottenberg, 2010)

การย้ายงาน การเปลี่ยนบทบาท หรือสถานการณ์ใหม่ สมองก็ยังคงตอบสนองด้วย ความกลัว

    
        ช่วงหนึ่งของชีวิต ผมต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เลือกเอง 
ผมต้องดูแลแม่ที่ข้อเท้าแตกจากการล้มพร้อมกับการเป็นผู้ป่วยโรคจิตเภท และอยู่ในวัยสูงอายุ

            ชีวิตที่เคยวางแผนไว้ ต้องหยุด ต้องปรับ และต้องรับผิดชอบมากขึ้นในเวลาอันสั้น ซึ่งต้องบอกเลยว่าในช่วงแรกผมยอมรับว่ากลัว ยอมรับว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ กลัวว่าจะจัดการไม่ไหว กลัวว่างานจะเสีย และกลัวว่าชีวิตจะไม่เหมือนเดิม

            เมื่อเวลาผ่านไป ผมเริ่มจัดระบบชีวิตใหม่ เรียนรู้การจัดการเวลาให้รัดกุมขึ้น เรียนรู้การจัดการอารมณ์ในวันที่เหนื่อย และเรียนรู้ว่าบางอย่างต้องปล่อย และบางอย่างต้องโฟกัส สิ่งที่ผมค้นพบคือ 

"ผมไม่ได้เก่งขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลง แต่ผมเก่งขึ้นเพราะการเปลี่ยนแปลง”

            ความจริงที่สำคัญคือ ความกลัวไม่ได้หายไป แต่เราคุ้นเคยกับมันมากขึ้น เข้าใจมันมากขึ้น และไม่ปล่อยให้มันควบคุมเราเหมือนเดิม นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "ความสามารถในการฟื้นตัวต่อการเปลี่ยนแปลง"

จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

            จากการสั่งสมประสบการณ์ชีวิต ผสานกับการศึกษาเชิงลึกในด้านจิตวิทยาและปรัชญา ตลอดจนการวิเคราะห์งานวิจัยของ นิโคลัส คาร์ลตัน (Nicholas Carleton) (Carleton, 2016) ผมได้กลั่นกรองแนวคิดออกมาเป็น 3 ข้อหลัก ดังนี้

            1) ยอมรับความกลัว (Don’t fight it) อย่าพยายามบอกตัวเองว่า “ไม่ต้องกลัว”แต่ให้บอกว่า “กลัวได้ แต่ไปต่อได้”

            2) โฟกัสสิ่งที่ควบคุมได้ ราอาจควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ แต่เราควบคุม การตัดสินใจ มุมมองต่อโลก และการกระทำได้เสมอ ซึ่งสิ่งนี้สอดคล้องกับหลักการของปรัชญาสโตอิกอันโด่งดัง

            3) เชื่อในความสามารถของตัวเอง เราอาจไม่รู้ว่า “จะทำยังไง” แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า "เราปรับตัวได้เสมอ" 

            หากวันนี้คุณกำลังยืนอยู่หน้าการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง อยากให้คุณรู้ว่า คุณไม่จำเป็นต้องพร้อมทั้งหมด คุณไม่จำเป็นต้องมั่นใจทั้งหมด คุณแค่ต้องก้าวไป

แล้วส่วนที่เหลือชีวิตจะสอนคุณเอง

อ้างอิง

LeDoux, J. E. (2000). Emotion circuits in the brain. Annual Review of Neuroscience, 23, 155–184. https://doi.org/10.1146/annurev.neuro.23.1.155 

Kashdan, T. B., & Rottenberg, J. (2010). Psychological flexibility as a fundamental aspect of health. Clinical Psychology Review, 30(7), 865–878.
https://doi.org/10.1016/j.cpr.2010.03.001

Carleton, R. N. (2016). Into the unknown: A review and synthesis of contemporary models involving uncertainty. Journal of Anxiety Disorders, 39, 30–43.
https://doi.org/10.1016/j.janxdis.2016.02.007

ความคิดเห็น