กลุ่มทางจิตวิทยาหลักการ และการประยุกต์ใช้ ตอน 1 (โครงสร้างทางจิต หน้าที่ทางจิต และจิตวิเคราะห์)

            หากผู้อ่านเริ่มเรียนในหลักสูตรจิตวิทยาปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องเรียนเกี่ยวกับแนวคิดทางจิตวิทยา ในหลักสูตรต่างประเทศกลุ่มทางจิตวิทยาจะแตกต่างจากที่เรียนในไทย แต่หลักสูตรของประเทศไทยเท่าที่ผมเข้าใจจะอธิบายแนวคิดทางจิตวิทยาแบ่งออกประมาณ 7 กลุ่ม ประกอบด้วยโครงสร้างทางจิต หน้าที่ทางจิต และจิตวิเคราะห์ เกสตัสท์ พฤติกรรมนิยม ปัญญานิยม และมนุษย์นิยม

            เมื่อผมจะต้องสอนแนวคิดหรือกลุ่มทางจิตวิทยาทั้งหมดนี้ผมมักจะอธิบายเป็นเส้นเรื่อง โดยเริ่มต้นจากปรัชญากรีกที่ตั้งคำถามและมีข้อสันนิฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมและความคิดของมนุษย์ จนกระทั้งวิทยาศาสตร์เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในยุคเรเนซองส์ ส่งผลให้การศึกษาเรื่องมนุษย์มีกระบวนการที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น ต่อมาไม่นานการศึกษาอย่างเป็นระบบและถูกประยุกต์ก็ได้ถูกนำมาใช้ในหลากหลายศาสตร์ ผมจึงจะขออธิบายกลุ่มทางจิตวิทยาไปตามเส้นเรื่องทางประวัติศาสตร์ ดังนี้

            1) โครงสร้างทางจิต (Structuralism) เริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1879 โดย วิลเฮล์ม วุนด์ท (Wilhelm Wundt) และเอ็ดเวิร์ด บี. ทิตเชเนอร์ (Edward B. Titchener) แนวคิดนี้พยายามทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์โดยการแยกแยะและวิเคราะห์ส่วนประกอบพื้นฐานของประสบการณ์จิตใจ เช่น ความรู้สึก ความคิด และการรับรู้

            การวิเคราะห์ส่วนประกอบพื้นฐาน (Elemental Analysis) แนวคิดนี้เชื่อว่าจิตใจมนุษย์สามารถถูกแบ่งแยกออกเป็นส่วนประกอบเล็ก ๆ ที่ชัดเจนและสามารถศึกษาได้ หลักการ คือการทำความเข้าใจส่วนประกอบพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยให้เข้าใจการทำงานของจิตใจทั้งหมดได้ดีขึ้น ยกตัวอยาางเช่น การวิเคราะห์ความรู้สึกถึงรสชาติ โดยแยกออกเป็นความหวาน ความเปรี้ยว ความเค็ม และความขม

            การใช้วิธีการตรวจสอบตนเอง (Introspection) เป็นวิธีการหลักที่ใช้ในโครงสร้างทางจิต นักจิตวิทยาจะศึกษาประสบการณ์ภายในของตนเองและบันทึกประสบการณ์เหล่านั้นอย่างละเอียด หลักการคือการใช้วิธีการตรวจสอบตนเอง เพื่อสำรวจและบันทึกประสบการณ์จิตใจและแยกแยะส่วนประกอบต่าง ๆ ของประสบการณ์นั้น ยกตัวอย่างเช่น การบันทึกความรู้สึกเมื่อได้ยินเสียงเพลง โดยแยกแยะความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเช่น ความสุข ความตื่นเต้น หรือความเศร้า

            หลักการสำคัญของการแยกส่วนประกอบของจิตใจในโครงสร้างทางจิต

            1) การแยกส่วนประกอบ (Componential Analysis) คือการแยกแยะประสบการณ์ทางจิตใจออกเป็นส่วนย่อย ๆ เพื่อทำความเข้าใจองค์ประกอบพื้นฐาน

            2) การใช้วิธีการตรวจสอบตนเอง (Introspection) คือการสำรวจและบันทึกประสบการณ์ภายในของตนเองอย่างละเอียดเพื่อทำความเข้าใจส่วนประกอบของจิตใจ

            การประยุกต์ใช้แนวคิดการแยกส่วนประกอบของจิตใจ

            1) การใช้วิธีการแยกส่วนประกอบเพื่อศึกษาและทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางจิตใจต่าง ๆ

            2) การวิเคราะห์ส่วนประกอบพื้นฐานของจิตใจช่วยในการพัฒนาทฤษฎีและโมเดลทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนขึ้น

            3) การใช้ความเข้าใจในส่วนประกอบของจิตใจเพื่อพัฒนาวิธีการบำบัดที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาทางจิตใจในส่วนที่เฉพาะเจาะจง

            ข้อจำกัดของแนวคิดการแยกส่วนประกอบของจิตใจ เช่น การแยกส่วนประกอบอาจไม่สามารถอธิบายความซับซ้อนทั้งหมดของจิตใจมนุษย์ได้ และการใช้วิธีการตรวจวอบตนเองอาจไม่สามารถให้ข้อมูลที่เที่ยงตรงและละเอียดได้เสมอไป เพราะขึ้นอยู่กับการรับรู้และความสามารถของผู้สังเกต แนวคิดการแยกส่วนประกอบของจิตใจจึงเน้นการวิเคราะห์ประสบการณ์ทางจิตใจในระดับพื้นฐาน ซึ่งช่วยให้สามารถทำความเข้าใจและศึกษาปรากฏการณ์ทางจิตใจได้อย่างละเอียดและเป็นระบบ แต่ยังมีข้อจำกัดที่ควรพิจารณาในการประยุกต์ใช้

            2) หน้าที่ทางจิต (Functionalism) เริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1890 ผู้ริเริ่มคือ วิลเลียม เจมส์ (William James) และจอห์น ดิวอี้ (John Dewey) การทำงานและการปรับตัวของจิตใจ เป็นแนวคิดหลักของกลุ่มจิตวิทยาหน้าที่ทางจิต (Functionalism) ซึ่งเน้นที่การทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์ผ่านการศึกษาเกี่ยวกับการทำงานและบทบาทของกระบวนการทางจิตในบริบทของการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อม

            การทำงานของจิตใจ (Mental Functions) จิตใจมนุษย์ประกอบไปด้วยกระบวนการและฟังก์ชันต่าง ๆ ที่มีบทบาทในการช่วยให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตและตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมได้ หลักการคือการศึกษาจิตใจควรมุ่งเน้นไปที่วิธีการทำงานของกระบวนการทางจิตต่าง ๆ เช่น การคิด การเรียนรู้ ความจำ และการรับรู้ มากกว่าการแยกแยะส่วนประกอบพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น การศึกษาเกี่ยวกับวิธีที่มนุษย์แก้ปัญหาและตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ

            การปรับตัวของจิตใจ (Adaptation) จิตใจมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้มนุษย์สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักการ คือการปรับตัวของจิตใจเกี่ยวข้องกับวิธีการที่มนุษย์ใช้กระบวนการทางจิตในการเผชิญและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างคือ การปรับตัวทางจิตใจในสถานการณ์ที่มีความเครียดหรือการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เช่น การย้ายบ้านใหม่หรือการเปลี่ยนงาน

            หลักการสำคัญของการทำงานและการปรับตัวของจิตใจในหน้าที่ทางจิต

            1) การศึกษาฟังก์ชันของจิตใจ (Study of Mental Functions) การเน้นศึกษาเกี่ยวกับฟังก์ชันและบทบาทของกระบวนการทางจิตในชีวิตประจำวัน

            2) การวิเคราะห์การปรับตัว (Adaptation Analysis) การศึกษาเกี่ยวกับวิธีการที่จิตใจช่วยให้มนุษย์สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม

            3) การทำความเข้าใจบริบททางสังคมและสิ่งแวดล้อม (Contextual Understanding) การเน้นความสำคัญของบริบททางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการทำงานของจิตใจ

            การประยุกต์ใช้แนวคิดการทำงานและการปรับตัวของจิตใจ

            1) การใช้แนวคิดหน้าที่ทางจิตในการออกแบบหลักสูตรการศึกษาและวิธีการสอนที่ช่วยเสริมสร้างการปรับตัวและการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน

            2) การประยุกต์ใช้แนวคิดนี้ในการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและการตัดสินใจในองค์กรและการทำงาน

            3) การใช้แนวคิดหน้าที่ทางจิตในการพัฒนาวิธีการบำบัดที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปรับตัวและรับมือกับความเครียดและปัญหาทางจิตใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            4) การวิจัยเกี่ยวกับวิธีการทำงานของกระบวนการทางจิตต่าง ๆ เช่น การรับรู้ การคิด และความจำ เพื่อทำความเข้าใจและปรับปรุงการปรับตัวของมนุษย์ในบริบทต่าง ๆ

            ข้อจำกัดของแนวคิดการทำงานและการปรับตัวของจิตใจ คือการเน้นการทำงานและการปรับตัวอาจไม่สามารถอธิบายความหลากหลายและความซับซ้อนของพฤติกรรมมนุษย์ได้ทั้งหมด และการวัดผลและประเมินการทำงานและการปรับตัวของจิตใจในสถานการณ์จริงอาจมีความยากลำบากและซับซ้อน

            แนวคิดการทำงานและการปรับตัวของจิตใจในหน้าที่ทางจิตเน้นที่การทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์ผ่านการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการทำงานของกระบวนการทางจิตและการปรับตัวในบริบทต่าง ๆ ซึ่งช่วยในการพัฒนาวิธีการศึกษา การบำบัด และการฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพ

            3) จิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) เริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1895 ผู้ริเริ่มคือ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) จิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) เป็นแนวคิดทางจิตวิทยาที่เน้นการศึกษากระบวนการทางจิตที่ไม่รู้ตัวและความขัดแย้งภายในจิตใจ แนวคิดนี้มีพื้นฐานจากงานของฟรอยด์ ซึ่งเชื่อว่าพฤติกรรม ความคิด และอารมณ์ของมนุษย์ได้รับอิทธิพลจากกระบวนการที่ไม่รู้ตัวและประสบการณ์ที่ผ่านมาในอดีตโดยเฉพาะในวัยเด็ก

พฤติกรรม ความคิด และอารมณ์ของมนุษย์ได้รับอิทธิพลจากกระบวนการที่ไม่รู้ตัว

            กระบวนการที่ไม่รู้ตัว (Unconscious Processes) กระบวนการทางจิตที่ไม่รู้ตัวเป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อพฤติกรรมและอารมณ์ของมนุษย์ หลักการคือ การทำความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์จำเป็นต้องศึกษาและสำรวจความคิด ความรู้สึก และความปรารถนาที่ถูกกดทับอยู่ในจิตใต้สำนึก ยกตัวอย่างเช่น การที่คนมีความกลัวหรือความวิตกกังวลที่ไม่สามารถอธิบายได้ ซึ่งอาจมีรากฐานมาจากประสบการณ์ที่ไม่รู้ตัวในวัยเด็ก

            ความขัดแย้งภายในจิตใจ (Internal Conflicts) มนุษย์มีความขัดแย้งภายในจิตใจระหว่างความปรารถนาที่ต่างกันและการควบคุมตนเอง หลักการคือความขัดแย้งภายในจิตใจเป็นสาเหตุของความเครียดและปัญหาทางจิตใจ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสำรวจและแก้ไข ยกตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งระหว่างความปรารถนาที่อยากจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (เช่น การแสวงหาความสุข) กับความรู้สึกผิดหรือความต้องการที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานสังคม

            หลักการสำคัญของจิตวิเคราะห์

            1) จิตไร้สำนึก (Unconscious Mind) ประกอบด้วยความคิด ความรู้สึก และความปรารถนาที่ถูกกดทับและไม่ได้รับรู้ แต่มีผลต่อพฤติกรรมและอารมณ์ของมนุษย์

            2) ฟรอยด์แบ่งโครงสร้างของจิตใจ (Structure of the Mind) ออกเป็นสามส่วนประกอบด้วย Id, Ego และ Superego อย่างแรก Id คีอ ส่วนที่ต้องการสนองความต้องการพื้นฐานและความปรารถนาในทันที ถัดมา Ego คือ ส่วนที่มีหน้าที่จัดการกับความจริงและควบคุม Id และ Superego คือส่วนที่เป็นตัวแทนของมาตรฐานทางสังคมและศีลธรรม

            3) กลไกป้องกันตนเอง (Defense Mechanisms) เป็นกระบวนการที่ Ego ใช้เพื่อปกป้องตนเองจากความขัดแย้งและความเครียด เช่น การปฏิเสธ (Denial) การโทษคนอื่น (Projection) และการถดถอย (regression)

            4) ความฝันเป็นหน้าต่างที่เปิดเผยถึงจิตไร้สำนึก ความปรารถนาและความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่สามารถถูกวิเคราะห์ผ่านความฝัน เรียกกระบวนการนี้ว่า การวิเคราะห์ความฝัน (Dream Analysis)

            การประยุกต์ใช้แนวคิดจิตวิเคราะห์

            1) เน้นการสำรวจจิตไร้สำนึกผ่านการพูดคุย การวิเคราะห์ความฝัน และการสำรวจความคิดและความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ การบำบัดนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจและแก้ไขความขัดแย้งภายในจิตใจและปัญหาทางอารมณ์ เรียกการบำบัดตามแนวคิดนี้ว่า การบำบัดด้วยจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Therapy)

            2) การใช้แนวคิดจิตวิเคราะห์ในการวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์และความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ในวัยเด็กกับพฤติกรรมในวัยผู้ใหญ่

            3) การใช้แนวคิดจิตวิเคราะห์ในการวิเคราะห์ผลงานศิลปะ วรรณกรรม และภาพยนตร์ เพื่อทำความเข้าใจความคิดและความรู้สึกของผู้สร้าง

            ข้อจำกัดของแนวคิดจิตวิเคราะห์ แบ่งออกเป็นข้อประกอบด้วย 1) การศึกษากระบวนการที่ไม่รู้ตัวและความขัดแย้งภายในจิตใจเป็นเรื่องยากในการวัดและประเมินผลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ 2) การบำบัดด้วยจิตวิเคราะห์มักใช้เวลานานและต้องการความมุ่งมั่นจากผู้ป่วย และ 3) บางแนวคิดของฟรอยด์ถูกวิจารณ์ว่าไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอ และมีการโต้แย้งเกี่ยวกับความถูกต้องและความเหมาะสมของการบำบัด

            จิตวิเคราะห์เป็นแนวคิดที่มีความสำคัญในการทำความเข้าใจพฤติกรรมและอารมณ์ของมนุษย์ โดยเน้นการศึกษากระบวนการที่ไม่รู้ตัวและความขัดแย้งภายในจิตใจ การประยุกต์ใช้แนวคิดนี้มีประโยชน์ในการบำบัด การศึกษา และการวิเคราะห์วัฒนธรรม แม้จะมีข้อจำกัดบางประการ

อ้างอิง

คาลอส บุญสุภา. (2560). Id Ego และ Superego ทฤษฎีโครงสร้างบุคลิกภาพ. https://sircr.blogspot.com/2017/12/id-ego-superego-sigmund-freud.html

คาลอส บุญสุภา (2564) ความลับของจิตไร้สำนึก หรือ จิตใต้สำนึก (Unconsciouns). https://sircr.blogspot.com/2021/07/unconsciouns.html

ยศ สันตสมบัติ. (2559). ฟรอยด์และพัฒนาการของจิตวิเคราะห์ จากความฝัน สู่ทฤษฎีสังคม. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สุรางค์ โค้วตระกูล. (2559). จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ความคิดเห็น