"ความผิดพลาดไม่ใช่ภัย ความแตกต่างไม่ใช่ปัญหา และการช่วยเหลือกันไม่ใช่ความอ่อนแอ"
ห้องเรียนรวม (Inclusive Classroom) คือ รูปแบบการจัดการศึกษาที่เปิดรับนักเรียนทุกคน ทั้งเด็กปกติและเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
ดังนั้นในภาพของหลายคนมักนึกถึงภาพของครูการศึกษาพิเศษในฐานะ ผู้ช่วยคอยนั่งข้างนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ช่วยจด ช่วยเตือน ช่วยพาออกจากห้องเมื่อนักเรียนจัดการกับอารมณ์ไม่ได้
ภาพเหล่านี้ไม่ผิด แต่ไม่ครบ เพราะในความเป็นจริง หน้าที่ของครูการศึกษาพิเศษในห้องเรียนรวม ไม่ได้อยู่ที่ “ตัวนักเรียนเพียงคนเดียว” แต่อยู่ที่ ระบบการเรียนรู้ทั้งหมดที่นักเรียนคนนั้นกำลังอยู่
จากประสบการณ์ของผมจะขอแบ่งหน้าที่ของครูการศึกษาพิเศษที่นอกเหนือจากหน้าที่หลักที่ทุกท่านอาจจะทราบกันอยู่แล้ว ออกเป็น 5 หน้าที่ดังนี้
1) ไม่ได้ดูแลแค่นักเรียนพิเศษแต่ดูแลสมดุลของห้องเรียน ครูการศึกษาพิเศษในห้องเรียนรวม ไม่ได้โฟกัสแค่กับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษเท่านั้น (โดยเฉพาะในหลายโรงเรียนที่ครูการศึกษาพิเศษเข้าไปเป็นครูประจำชั้น) แต่ต้องทำงานกับ ครูประจำวิชา เพื่อนร่วมชั้น บรรยากาศการเรียนรู้ และความคาดหวังที่มองไม่เห็นของระบบโรงเรียน
ครูการศึกษาพิเศษที่สามารถทำงานร่วมกับปัจจัยทั้งหมดนี้ได้ จะเป็นการสร้ามสมดุลให้กับห้องเรียน เพื่อให้นักเรียนพิเศษอยู่ในห้องได้ โดยที่ห้องเรียนยังเดินต่อไปได้อย่างราบรื่น ไม่ใช่การแยกเด็กออก แต่คือการปรับจังหวะของทั้งห้อง ให้ทุกคนยังเรียนรู้ไปด้วยกันได้
2) แปลพฤติกรรมให้กลายเป็นความเข้าใจ ข้อนี้อาจจะสอดคล้องกับหน้าที่หลักคือการวิเคราะห์พฤติกรรม แต่ในข้อนี้ ครูการศึกษาพิเศษอาจทำหน้าที่ล่ามคอยอธิบายความต้องการ เจตนาของนักเรียนพิเศษให้นักเรียนคนอื่น ๆ ในห้องเข้าใจ รวมไปถึงอธิบายเจตนาของนักเรียนคนอื่น ๆ ในชั้นเรียน ให้กับเด็กพิเศษฟังด้วยเช่นกัน
โดยเฉพาะกับนักเรียนที่มีภาวะสมาธิสั้น หรือออทิซึมเปกตรัม นักเรียนคนอื่น ในห้องเรียนรวมอาจเห็นพวกเขาลุกจากที่นั่งบ่อย ไม่สบตา ไม่พูด หรือระเบิดอารมณ์โดยไม่มีสัญญาณเตือน ครูการศึกษาพิเศษทำหน้าที่เป็น “ผู้แปลภาษา” แปลจากพฤติกรรมที่ดูยาก ให้กลายเป็นความเข้าใจที่ไม่ตัดสิน
ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่เพื่อแก้ตัวแทนพวกเขา แต่เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาถูกตีตรา และป้องกันไม่ให้ห้องเรียนกลายเป็นพื้นที่ที่ใครบางคนต้อง “อยู่แบบฝืน” กล่าวคือ ทำให้ห้องเรียนเป็นธรรมชาติไหลลื่นให้เหมือนกับชั้นเรียนปกติทั่วไปที่ควรจะเป็น
3) สร้างอิทธิพลเชิงบวกมากกว่าการควบคุมพฤติกรรม งานของครูการศึกษาพิเศษ ไม่ใช่การทำให้นักเรียนเรียบร้อยแต่คือการสร้างความเชื่อว่า "ความผิดพลาดไม่ใช่ภัย ความแตกต่างไม่ใช่ปัญหา และการช่วยเหลือกันไม่ใช่ความอ่อนแอ"
นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในห้องเรียนจะเรียนรู้วิธีมองเพื่อน จากน้ำเสียง สีหน้า และการตอบสนองของครู มากกว่าคำสอนใด ๆ ในจุดนี้ครูการศึกษาพิเศษกำลังทำงานเชิงวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่งานเฉพาะหน้า
4) ทำงานกับสิ่งที่ยังไม่เกิดมากกว่าสิ่งที่เกิดแล้ว หลายคนเห็นครูการศึกษาพิเศษ ก็ต่อเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว แต่ในความเป็นจริง งานส่วนใหญ่คือการ ป้องกันก่อนปัญหาจะปะทุ ปรับสิ่งแวดล้อมเล็กน้อย วางโครงสร้างที่นักเรียนพิเศษคาดเดาได้ เช่น เตือนครูประจำวิชาล่วงหน้า หรือช่วยเด็กตั้งหลักทางอารมณ์ก่อนคาบยาก ๆ
สิ่งเหล่านี้มัก “มองไม่เห็น”เพราะถ้าทำสำเร็จ…ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นเลย
5) เป็นสะพานเชื่อมไม่ใช่คนยืนแทน ครูการศึกษาพิเศษในห้องเรียนรวม ไม่ควรเป็นคนที่ “ทำแทนนักเรียน” หรือ “รับภาระแทนครูคนอื่น” แต่เป็นสะพานเชื่อม ระหว่างนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษกับการเรียนรู้ ระหว่างครูกับความเข้าใจ และระหว่างระบบกับความเป็นมนุษย์
เช่น ครูวิเคราะห์ว่านักเรียนมีไอเดียแต่ติดขัดเรื่องการเขียน จึงสร้างเครื่องมือช่วย เช่น ทำใบงานที่มีโครงร่างประโยคมาให้ หรืออนุญาตให้ใช้การพิมพ์แทนการเขียน
หรือสอนทักษะเพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Buddy) โดยแนะนำเพื่อนในห้องว่า "ถ้าเขาทำท่าทางแบบนี้ แปลว่าเขากำลังดีใจ ลองชวนเขาแปะมือสิ" เป็นต้น
ข้อนี้อาจจะสอดคล้องหน้าที่หลักของครูการศึกษาพิเศษที่จะเป็นนั่งร้านคอยช่วยนักเรียนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ครูการศึกษาพิเศษบางคนอาจลืมและเข้าไปทำแทนเนื่องจากเวลามีจำกัด เพราะบางครั้งเราสามารถปรับปัจจัยบางอย่างเพื่อทำให้เกิดสะพานเชื่อมไปสู่การเรียนรู้ได้ง่ายกว่าที่คิด
ห้องเรียนรวมที่ดีไม่ได้เกิดจากการไม่มีปัญหา แต่เกิดจากการมีคนที่เข้าใจปัญหา และเลือกตอบสนองด้วยความรู้ ความเมตตา และวิสัยทัศน์ระยะยาว
และนั่นคือหน้าที่ของครูการศึกษาพิเศษ ที่หลายคนอาจมองข้ามไป แต่ห้องเรียนจะขาดไม่ได้เลย
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น